ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ 5 ชนิด ระวังกันหน่อยนะแม่ท้อง

lead image

มาดูกันค่ะว่า ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ มีอะไรบ้าง

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ 5 ชนิด

คุณแม่ท้องรู้หรือไม่ว่าการทานผักสดในบางครั้งก็ไม่ได้ให้ประโยชน์กับร่างกายเสมอไปนะคะ ยิ่งโดยเฉพาะแม่ท้องที่มีอาการท้องผูกระหว่างตั้งครรภ์ ที่ใครก็แนะนำว่าให้เน้นทานผักเยอะๆ จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น อันที่จริงก็ใช่อยู่หรอกค่ะ แต่ก็มีผักอยู่ 5 ชนิด ที่ไม่ควรบริโภคแบบดิบๆ นะคะ มาดูกันค่ะว่า ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ มีอะไรบ้าง

1. กะหล่ำปลี

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ

ผักที่ไม่ควรกินดิบ

ในผักตระกูลกะหล่ำปลีนี้ จะมีสารกอยโตรเจน(Goitrogen) ซึ่งเมื่อบริโภคสะสมในร่างกายมากๆ จะไปขัดขวางการทำงานของต่อมไทรอยด์ในการจับไอโอดีน ส่งผลให้ไม่เกิดการสร้าง Thyroscine เป็นบ่อเกิดของโรคคอหอยพอก และยังทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย ซึ่งสารกอยโตรเจนจะถูกทำลายได้ด้วยการทำให้กะหล่ำปลีสุกก่อนรับประทาน

2. ถั่วงอก

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ

ผักที่ไม่ควรกินดิบ

ถั่วงอก ใครที่ชอบทานก๋วยเตี๋ยว, ขนมจีน เป็นต้น แล้วใส่ถั่วงอกดิบเพิ่ม คงไม่ค่อยดีกับร่างกายสักเท่าไหร่ นั่นเพราะในถั่วงอกดิบจะมีสารไฟเตต ทำให้ไปขัดขวางการดูดซึมธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และแร่ธาตุตัวอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับร่างกาย

3. ถั่วฝักยาว

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ

ผักที่ไม่ควรกินดิบ

ถั่วฝักยาว ผักชนิดนี้เรามักจะใช้ทานคู่กับส้มตำไทย หรือไม่ก็ทานคู่กับน้ำพริก แต่รู้หรือไม่คะว่าในถั่วฝักยาวดิบจะมีแก๊สค่อนข้างสูง โดยเฉพาะแก๊สคาบอนไดออกไซด์ มีเทน และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่ทำให้ท้องอืด อึดอัดแน่นท้องได้

4. ผักโขม

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ

ผักที่ไม่ควรกินดิบ

ผักโขม เห็นเขียว ๆ มีไฟเบอร์ ก็อย่าชะล่าใจทานกันดิบ ๆ นะคะ เพราะในผักโขมจะมีกรดออกซาเลต ซึ่งจะส่งผลทำให้มีการขับสังกะสี แคลเซียมออกจากร่างกายมาก จนอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียม และสังกะสี นอกจากนี้ยังจะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกายอีกด้วย

5. หน่อไม้

ผักที่คนท้องไม่ควรกินดิบ

ผักที่ไม่ควรกินดิบ

หน่อไม้ จะกินให้อร่อย และได้ประโยชน์ต้องทำให้สุกเท่านั้นนะคะ เพราะในหน่อไม้ดิบจะมีสารไซยาไนด์สูง มีผลต่อระบบประสาท ทำให้มึนงง ถ้าได้รับในปริมาณมากๆ จะไปเกาะกับ*ฮีโมโกลบิน( hemoglobin )ซึ่งเป็นสารตัวที่ร่างกายใช้ในการส่งออกซิเจนไปตามร่างกาย จะมีผลทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน หมดสติ หรือถึงขั้นเสียชีวิตหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

มีการศึกษาพบว่าการนำหล่อไม้ไปต้มก่อนนำไปปรุงอาหารจะช่วยลดปริมาณสารไซยาไนด์ลงได้ (ถ้าต้มในน้ำเดือด 10 นาที ไซยาไนด์จะหายไป 91% / ถ้าต้ม 20 นาที ไซยาไนด์จะหายไป 98% / และถ้าต้ม 30 นาที ไซยาไนด์จะไม่หลงเหลือเลย)

*ฮีโมโกลบินคือส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญจะอยู่ในเม็ดเลือดแดง และช่วยนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

4 คุณประโยชน์ดีๆ จากน้ำร้อนผสมมะนาว

แม่ท้องต้องการสารอาหารอะไรบ้าง?

5 อาหารกินแล้วลูกในท้องผิวขาว ผมดก คิ้วหนา หน้าตาดี

parenttown