ปิดเทอมมรณะ เตือนพ่อแม่อย่าปล่อยให้เด็กเล่นน้ำกันลำพัง

ปิดเทอมมรณะ พ่อแม่ต้องใจสลายกันทุกปีจากเหตุการณ์ เด็กจมน้ำ เนื่องจากอากาศที่ร้อนระอุ เตือนพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ระวังลูกหลานให้ดีอย่าปล่อยให้ไปเล่นน้ำกันตามลำพัง และควรเรียนรู้วิธีช่วยชีวิตจากเด็กจมน้ำเอาไว้

ปิดเทอมมรณะ ทำพ่อแม่ใจสลายทุกปี

ปิดเทอมมรณะ เตือนกันทุกปีกับอันตรายจากเด็กจมน้ำในช่วงปิดเทอม โดยในปีนี้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้กล่าวว่า การจมน้ำเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่งมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่ภาคฤดูร้อน 3 เดือน มีนาคม-พฤษภาคม และส่วนใหญ่จะเป็นที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ในปี 2560 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 708 ราย โดยเป็นการจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่ถึง 254 ราย และเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี ซึ่งสาเหตุเกิดจากเด็กชวนกันไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง เป็นกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป และพบว่ามีเด็กจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกัน 3 คน ถึง 4 เหตุการณ์ และ 2 คน ถึง 10 เหตุการณ์ พบมากที่สุดในจังหวัดพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงเวลาที่เกิดเหตุสูงสุด คือช่วงกลางวัน เวลา 12.00-14.59 น.จึง ขอเตือนผู้ปกครองว่าในช่วงนี้ให้ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด และได้ขอให้ทุกชุมชนดำเนินการดังนี้

  1. สำรวจแหล่งน้ำเสี่ยงในชุมชน
  2. เฝ้าระวังและแจ้งเตือนในชุมชน เช่น ประกาศเสียงตามสาย คอยตักเตือนเมื่อเห็นเด็กเล่นน้ำตามลำพัง
  3. จัดการแหล่งน้ำเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เช่น สร้างรั้ว ติดป้ายคำเตือน จัดให้มีอุปกรณ์ช่วยคนตกน้ำไว้บริเวณแหล่งน้ำเสี่ยง เช่น ถังแกลลอนเปล่าผูกเชือก ขวดน้ำพลาสติกเปล่า ไม้ และ
  4. สอนให้เด็กรู้จักแหล่งน้ำเสี่ยงและอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

ปิดเทอมมรณะ ปิดเทอมมรณะ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ได้เกิดเหตุสลดขึ้นที่ หมู่ 4 ต.บัวทอง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจผู้พบเห็นมาก เมื่อผู้เป็นพ่อได้เข้าไปช่วยลูกชายวัย 3 ขวบจมน้ำจากการพลัดตกสระ ทั้งปั๊มหัวใจและผายปอด โดยมีชาวบ้านจำนวนมากลุ้นระทึกหวังให้ผู้เป็นพ่อช่วยเหลือชีวิตลูกชายให้สำเร็จ แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือลูกชายได้เพราะเด็กจมน้ำเสียชีวิตไปนานแล้ว

จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่า ด็กน่าจะเดินตามสุนัขออกมาจากบริเวณบ้าน โดยผู้เป็นยายไม่เห็น ส่วนพ่อ-แม่เด็กออกไปทำงาน เมื่อหลานหายไปยายจึงโทรแจ้งพ่อแม่เด็กกลับมาช่วยกันตามหา จนกระทั่งมาพบรองเท้าหลานลอยอยู่ในสระน้ำห่างจากบ้าน 500 เมตรจึงลงไปงมก็พบร่างจมอยู่ใต้สระน้ำ จากนั้นเจ้าหน้าที่นำศพส่งชันสูตร ก่อนสอบสวนหาสาเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง

อีกหนึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 1 มี.ค. ที่ผ่านมา ในบริเวณเกาะทรงไทย อบต.โพนสูง อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ บิ๊ก บอส ได้โพสต์เหตุการณ์คลิปวิดีโอ เป็นภาพเจ้าหน้าที่กู้ภัย พร้อมชาวบ้าน กำลังพายเรือและนำร่างเด็กชายคนหนึ่งขึ้นมาจากน้ำ พร้อมระบุข้อความว่า "ปิดเทอมแล้ว ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์นะครับ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวด้วยครับ ขอให้น้องออโต้ไปสู่สุขติ"

เด็กจมน้ำ เด็กจมน้ำ

เมื่อพบเห็นเด็กจมน้ำทำอย่างไร

หากพบเห็นคนตกน้ำไม่ควรกระโดดลงไปช่วย เพราะอาจจมน้ำพร้อมกันได้ แต่ขอให้ช่วยด้วยการใช้มาตรการ “ตะโกน โยน ยื่น” ได้แก่

  1. ตะโกน คือ การเรียกให้ผู้ใหญ่มาช่วยและโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669
  2. โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น และ
  3. ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ เสื้อ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อ่านวิธีช่วยเด็กจมน้ำในหน้าต่อไป>>

วิธีช่วยเด็กจมน้ำ

หลักการปฐมพยาบาลเด็กจมน้ำที่ถูกวิธีคือ วิธีการช่วยให้เด็กหายใจได้ให้เร็วที่สุด ไม่ใช่เป็นการพยายามเอาน้ำออกจากร่างกาย โดยมีวิธีการดังนี้

1. กรณีเด็กจมน้ำที่รู้สึกตัว

หากเด็กรู้สึกตัวหายใจได้เองการปฐมพยาบาลคือการเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งให้แก่เด็ก และนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบอาการแม้เด็กจะหายใจได้ดีในระยะแรกแต่อาจมีอาการหายใจลำบากได้ในภายหลังสาเหตุจากถุงลมในปอดถูกทำลายจากการสำลักน้ำ

ลูกจมน้ำ เด็กจมน้ำ

2. กรณีเด็กจมน้ำไม่หายใจและ/หรือ หัวใจไม่เต้น

  1. หากไม่รู้วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ให้เรียกผู้อยู่ข้างเคียงให้มาช่วยเหลือ หรือโทรขอความช่วยเหลือหน่วยฉุกเฉินที่ 1669
  2. จากนั้น ให้เด็กนอนราบกับพื้น แล้วกดหน้าผากลง เชยคางขึ้นเบา ๆ เพื่อเปิดทางเดินหายใจ
  3. ตรวจสอบว่าเด็กยังหายใจหรือไม่ ในเวลา 3-5 วินาที โดย
    • มองหน้าอกหรือท้องว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่
    • ฟังดูว่ามีเสียงหายใจหรือไม่
    • แนบใบหน้าให้เข้าใกล้จมูกและปากของเด็ก เพื่อสัมผัสลมหายใจ
  4. เมื่อพบว่าเด็กไม่หายใจ ต้องรีบช่วยให้เด็กหายใจทันที โดย
    • ให้ประกบปากของผู้ช่วยเหลือครอบจมูกและปากเด็กและเป่าลมหายใจออก ทำแบบนี้ 2 ครั้งโดยให้แต่ละครั้งยาว 1-2 วินาที
    • จากนั้นสังเกตว่าหน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าลมหรือไม่
  5. คลำหาชีพจร โดยแยกเป็น 2 กรณี ได้แก่
    • ในกรณีอายุน้อยกว่า 1 ปี: คลำชีพจร บริเวณต้นแขนด้านในครึ่งทางระหว่างข้อศอกและหัวไหล
    • ในกรณีที่อายุมากกว่า 1 ปี: คลำชีพจร บริเวณต้นคอ
  6. ถ้าเด็กไม่หายใจและไม่มีชีพจร ให้ทำการกระตุ้นการเต้นของหัวใจ โดยแยกเป็น 2 กรณี ได้แก่
    • ในกรณีอายุน้อยกว่า 1 ปี ให้ปฎิบัติดังนี้
      • หาตำแหน่งของการกดหน้าอกเพื่อกระตุ้นหัวใจได้ โดยลากเส้นสมมติระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง
      • ตำแหน่งที่จะกดคือ บนกระดูกหน้าอก ใต้ต่อเส้นสมมติที่ลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้างลงมา 1 ความกว้างของนิ้วมือจริง
      • กดโดยใช้นิ้วสองนิ้ว กดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5  นิ้ว ความถี่ของการกดคือกดหน้าอก 5 ครั้งสลับกับการให้ผู้ช่วยระบบหายใจเป่าปาก 1 ครั้ง
    • ในกรณีที่อายุมากกว่า 1 ปี ให้ปฎิบัติดังนี้
      •  หาตำแหน่งของการกดหน้าอกเพื่อกระตุ้นหัวใจได้โดยลากนิ้วตามขอบชายโครงช้างใดข้างหนึ่งจนถึงกึ่งกลางซึ่งชายโครงทั้งสองข้างมาชนกันเรียกว่าจุดปลายล่างกระดูกหน้าอก
      • ตำแหน่งที่จะกดคือ บนกระดูกหน้าอก เหนือต่อจุดปลายล่างกระดูกหน้าอก 1 ความกว้างของนิ้วมือจริง
      • กดโดยใช้ส้นมือ กดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5  นิ้ว ความถี่ของการกดคือ กดหน้าอก 5 ครั้งสลับกับการให้ผู้ช่วยระบบหายใจเป่าปาก 1 ครั้ง
      • ให้การกระตุ้นการเต้นของหัวใจสลับกับการเป่าปากในอัตราส่วน 5:1 จนกว่าหน่วยฉุกเฉินจะมาถึง หรือกระทำในระหว่างการนำส่งจนถึงโรงพยาบาล
  7. ตรวจการหายใจและชีพจรซ้ำ ทุกนาที

ที่มา: khaosodprachachatthaihealth,

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ:

10 คำถามของลูกชอบถาม ลูกขี้สงสัย ที่พ่อแม่ตอบยากที่สุด!!!

หัวลูกเป็นเชื้อรา ชันนะตุ เกิดจากอะไร..ทำอย่างไรให้หาย?

รู้หรือไม่…พฤติกรรมของลูกในแต่ละช่วงวัย เสี่ยงต่อการ เจ็บป่วย