ปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน บริหารปอดหรือส่งผลร้ายต่อสมองและจิตใจกันแน่!

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

มันอาจจะมีสถานการณ์ที่เจ้าตัวน้อยร้องบ่อย ๆ แล้วได้ยินญาติผู้ใหญ่เปรยออกมาว่า ปล่อยให้เด็กร้องไห้ขยายปอดบ้างเถอะ เดี๋ยวก็หยุดร้องเองเกิดขึ้น หรือพ่อแม่บางคนกลับโดนบอกว่า การอุ้มลูกน้อยที่กำลังร้องไห้ขึ้นมานั้นเป็นการ “ทำให้ลูกเสียนิสัย”

ความเชื่อที่ว่าการปล่อยให้ลูกร้องไห้นั้นจะช่วยให้ลูกสูดหายใจเข้าออก ทำให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น และจะช่วยบริหารปอดให้แข็งแรงขึ้น แม้การที่เด็กร้องไห้นั้นเป็นหนึ่งในพัฒนาการที่บ่งบอกถึงการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของลูก แต่การ ปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน อาจส่งผลร้ายต่อพัฒนาการทั้งสมองและอารมณ์ของลูกได้

ปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน บริหารปอดหรือส่งผลร้ายต่อสมองและอารมณ์กันแน่!

เด็กที่ถูกปล่อยให้ร้องไห้เป็นเวลานานเกินไป จะทำให้สมองหลั่งฮอร์โมนความเครียดคอร์ติโซล์ (cortisol) ออกมามากกว่าปกติ เมื่อเพิ่มสูงขึ้นฮอร์โมนความเครียดดังกล่าวก็จะไปขัดขวางพัฒนาการของเนื้อเยื่อระบบประสาทในสมอง ยับยั้งการเจริญเติบโต และทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดต่ำลง ส่งผลให้ความสามารถในการเรียนรู้และความจำของเด็กลดลง รวมไปถึงไปขัดขวางกระบวนการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ ๆ อีกด้วย แต่ถ้าหากลูกได้รับการปลอบโยน ร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมา ระดับฮอร์โมนคอร์ติโซล์ก็จะลดลง ซึ่งโดยปกติแล้วเด็กจะร้องไห้ไม่เกิน 15 นาที ดังนั้นพ่อแม่จึงไม่ควรปล่อยให้ลูกน้อยร้องไห้นานเกิน 20 นาที และการเพิกเฉยต่อลูกน้อยที่กำลังร้องไห้นั้นไม่ใช่ความคิดที่ดี โดยเฉพาะกับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 5 ปี

ผลลัพธ์จากการเพิกเฉยทารกที่กำลังร้องไห้อาจส่งผลร้ายต่อพัฒนาการ

ปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน

#การร้องไห้เป็นหนทางเดียวในการสื่อสารของทารก

ทารกที่ยังส่งเสียงเป็นคำพูดไม่ได้นั้นจะมีภาษาที่แสดงออกให้พ่อแม่รู้คือการส่งยิ้มและร้องไห้ อารมณ์ทั้งสองเป็นไปตามธรรมชาติและเป็นการสื่อสารอารมณ์เพียงวิธีเดียวที่จะทำให้พ่อแม่ตอบสนอง การที่พ่อแม่เพิกเฉยต่ออารมณ์ของลูก ขาดการอุ้มและปลอบโยนจะส่งผลต่อจิตใจ ขาดความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยซึ่งส่งผลต่อภาวะมั่นคงทางอารมณ์ได้

#การเพิกเฉยต่อเสียงร้องไห้ของลูกอาจส่งผลเสียต่อการแสดงออกทางคำพูด

เมื่อพ่อแม่ไม่ตอบสนองต่อเสียงร้องไห้ เด็ก ๆ ก็จะเรียนรู้ไปว่าพวกเขาไร้ซึ่งพลังในการสื่อสารความรู้สึกทุกข์ใจ เกิดความรู้สึกไม่มีคุณค่าในตัวเอง ผลของมันอาจทำให้เด็กมีปัญหาในการทำความเข้าใจกับอารมณ์ตนเอง ในที่สุดแล้วอาจส่งผลถึงทักษะทางด้านภาษา ทำให้ลูกมีปัญหาในการพูดออกมาเป็นคำพูด

#กลายเป็นเด็กเก็บกด

เมื่อการร้องไห้ของลูกถูกเพิกเฉย อารมณ์เศร้าที่ต้องการสื่อสารบอกพ่อแม่ถูกละเลย อาจส่งผลในระยะยาวเมื่อโตขึ้น เด็กจะติดการเก็บกดอารมณ์ “เศร้า” จนถือเป็นเรื่องปกติ การที่พ่อแม่ไม่ใส่ใจอารณ์ลูก จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั้งตัวเด็กและพ่อแม่ เนื่องจากอารมณ์ของลูกที่ถูกมองข้ามไปจะทำให้ลูกไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องพูดคุยกับพ่อแม่อย่างเปิดใจ

#ไม่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น

เมื่อพ่อแม่ไม่สนต่อเสียงร้องไห้ ลูกก็จะเติบโตมาด้วยการไม่รู้จักเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ดังนั้นถ้าพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนที่มีความเมตตา อย่าได้ปฏิเสธที่จะให้ความรักและความสนใจเมื่อลูกร้องไห้

แม้การร้องไห้นั้นเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่สำหรับเด็กทารกแล้วพ่อแม่อาจไม่ควรปล่อยให้ลูกร้องไห้นาน หากลูกส่งเสียงร้องไห้ควรเข้าไปค้นหาสาเหตุการร้องไห้ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าหิวหรือเจ็บปวด หรือต้องการให้พ่อแม่ตอบสนองความต้องการ การปลอบเพื่อทำให้ลูกน้อยหยุดร้องไห้นั้น จะทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความอบอุ่นและปลอดภัย สัมผัสจากพ่อแม่ที่ทำให้ลูกหยุดร้องนั้น จะช่วยให้ฮอร์โมนความเครียดที่เกิดขึ้นให้ลดลง ส่งผลต่อพัฒนาการสมองที่ทำให้เกิดการเรียนรู้และการจดจำได้ดี และเป็นการสร้างรากฐานทางอารมณ์ที่แข็งแกร่งให้กับลูกน้อยที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตใจดีต่อไป.


sg.theasianparent.com

บทความใกล้เคียงที่น่าสนใจ :

ถอดรหัส เสียงร้องไห้ทารก รู้มั้ย? หนูร้องไห้แบบนี้เพราะอะไร

จู่ๆ ลูกร้องไห้แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เป็นเพราะ ลูกเห็นผี หรือเปล่า!!!

การดูแลทารก การเลี้ยงลูกเชิงบวก คำแนะนำในการเลี้ยงดูลูก ช่วงวัยของเด็ก ทารก พัฒนาการของทารก พัฒนาการวัยเตาะแตะ วัยเตาะแตะ โรงเรียนพ่อแม่