บล็อกหลังคลอดลูก ปลอดภัยแค่ไหน มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

บล็อกหลังคลอดลูก ปลอดภัยแค่ไหน มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

บล็อกหลังคลอดลูก คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร ผลข้างเคียงของการบล็อกหลังคลอดลูกมีอะไรบ้าง ระหว่างการดมยาสลบและการบล็อกหลัง วิธีไหนดีกว่ากัน

บล็อกหลังคลอดลูก คืออะไร

การบล็อกหลัง หรือ Spinal block คือ การฉีดยาชาเข้าไปในช่องไขสันหลัง โดยคุณแม่ท้องจะต้องนอนตะแคง และขดตัว โดยมีลักษณะคล้ายกุ้ง เพื่อให้กระดูกสันหลังเปิดกว้างที่สุด ก่อนที่วิสัญญีแพทย์จะฉีดยาชาเข้าไป โดยหลังจากบล็อกหลังแล้ว คุณแม่จะรู้สึกชาบริเวณส่วนล่างของร่างกายไปจนถึงบริเวณขาทั้งสองข้าง ซึ่งโดยทั่วไป แพทย์จะนิยมใช้วิธี บล็อกหลังคลอดลูก เนื่องจากความเสี่ยงโดยรวมต่ำ

บล็อกหลังคลอดลูก มีข้อดีอย่างไร

  • คุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลาที่คลอดลูก แต่ไม่มีความเจ็บปวด สามารถพูดคุยโต้ตอบกับแพทย์ พยาบาล หรือคนรอบข้างได้
  • คุณแม่สามารถได้ยินเสียงร้อง และเห็นหน้าของลูกน้อยทันทีที่คลอดออกมา ซึ่งเป็นความประทับใจที่คุณแม่ทุกคนอยากจะรับรู้ความรู้สึกของวินาทีแรกที่ลูกออกมาลืมตาดูโลก
  • เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่าการดมยาสลบ เนื่องจากฤทธิ์ของยาชาจะไปกดประสาท ทำให้คุณแม่ไม่เจ็บแผลในทันที

ข้อเสียและผลข้างเคียงของการบล็อกหลัง

  • คุณแม่จะยังไม่สามารถขยับร่างกายส่วนล่างได้ จนกว่ายาชาจะหมดฤทธิ์ในอีก 2-4 ชั่วโมงหลังคลอด ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกรำคาญ หรือไม่สบายตัว
  • มีอาการปัสสาวะไม่ออกในช่วง 12 ชั่วโมงแรกหลังคลอด ซึ่งแพทย์จะใช้การสวนสายปัสสาวะช่วย
  • อาจมีอาการปวดเมื่อยที่บริเวณหลังในช่วงวันแรกหลังคลอด
  • หากคุณแม่บางท่านมีอาการแพ้ยาชามาก อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และคันตามร่างกายร่วมด้วย ซึ่งในกรณีนี้ แพทย์จะสอบถามอาการเป็นระยะ ๆ คุณแม่ไม่ต้องกังวลใจไป

นอกจากวิธีการบล็อกหลังแล้ว มีการระงับปวดโดยวิสัญญีแพทย์ สำหรับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องอีก 1 วิธี คือ การดมยาสลบ ซึ่งแต่ละวิธีก็จะมีข้อเด่น ข้อด้อยต่างกัน แล้วแต่ความเหมาะสมของผู้ป่วยเป็นราย ๆ ไป แต่โดยส่วนใหญ่สูติแพทย์ และวิสัญญีแพทย์มักนิยมใช้วิธีบล็อคหลังมากกว่า เนื่องด้วยมีความปลอดภัยสูง และยาที่ใช้ไม่กดการหายใจของเด็กทารกแรกเกิด ในขณะที่การดมยาสลบอาจมียาสลบส่งผ่านรกไปยังเด็กทารกในครรภ์ได้

บล็อกหลังคลอดลูก

บล็อกหลังคลอดลูก

การดมยาสลบคลอดลูก เป็นอย่างไร

การดมยาสลบ เป็นการฉีดยาสลบเข้าไปในหลอดเลือดดำ และให้ยาหย่อนกล้ามเนื้อทั่วร่างกายให้เป็นอัมพาต โดยวิสัญญีแพทย์อาจจะให้ยาแก้ปวด ยาดมสลบในรูปของไอระเหยร่วมด้วย จากนั้น จะมีการสอดท่อช่วยหายใจทางปากเข้าไปในหลอดลม เพื่อช่วยการหายใจในระหว่างที่ทำการผ่าตัดคลอด จนเมื่อสิ้นสุดการผ่าตัด คุณแม่ก็จะค่อย ๆ ฟื้นและเริ่มหายใจได้เอง แพทย์จึงจะถอดท่อช่วยหายใจออก

ข้อดีของการดมยาสลบคลอดลูก

  • คุณแม่ไม่ต้องรับรู้ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ในห้องผ่าตัด เพราะจะไม่รู้สึกตัวเลยขณะที่แพทย์ทำการผ่าคลอด ซึ่งจะเหมาะสำหรับคุณแม่ที่กลัวการผ่าตัด
  • แพทย์สามารถควบคุมการหายใจ และระบบไหลเวียนของคุณแม่ได้อย่างเหมาะสม

ข้อเสียของการดมยาสลบคลอดลูก

  • อาจทำให้เกิดอาการเจ็บคอ ระคายคอ ไอ เสียงแหบ ซึ่งเป็นผลมาจากสอดใส่ท่อช่วยหายใจผ่านเข้าไปในหลอดลม อย่างไรก็ตาม อาการนี้อาจพบได้สำหรับบางราย และจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังคลอด
  • ยาแก้ปวด และยาสลบ อาจส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เบลอ และมึนงง ในช่วงหลังจากผ่าตัดคลอด
  • ปวดแผลมากกว่าการผ่าคลอดโดยการบล็อกหลัง เนื่องจากยาสลบจะไปกดสมองไม่ให้รับรู้ความเจ็บปวด แต่ระบบประสาท ไขสันหลังยังทำงานอยู่ ทำให้เมื่อหมดฤทธิ์ยาสลบจะรู้สึกปวดแผลมาก
  • การดมยาสลบ อาจมียาสลบส่งผ่านรกไปยังเด็กทารกในครรภ์ได้ ทำให้การประเมินหลังคลอดทำได้ช้ากว่าปกติ

อย่างไรก็ดี แพทย์จะทำการประเมินสภาวะของคุณแม่ ว่าเหมาะสมที่จะบล็อคหลัง หรือดมยาสลบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประวัติ โรคประจำตัว ความเร่งด่วนในการผ่าตัดคลอด เพียงแต่โดยทั่วไปจะนิยมบล็อกหลังมากกว่า เนื่องจากความเสี่ยงโดยรวมต่ำกว่าดมยาสลบ และคุณแม่มีสติอยู่ สามารถรับรู้เหตุการณ์ในห้องผ่าตัดได้ ได้ยินเสียงลูกร้อง ได้เห็นลูกตั้งแต่แรกคลอด

ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ บวกกับความชำนาญของแพทย์ ทำให้การบล็อคหลังผ่าคลอดนั้นมีความปลอดภัย และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด คุณแม่สบายใจได้ และสำหรับคุณแม่ท่านใดที่มีประสบการณ์บล็อกหลังคลอดลูก หรือดมยาสลบคลอดลูก ก็สามารถเข้ามาร่วมแชร์ประสบการณ์กับทางทีมงาน และผู้อ่านทางบ้าน ผ่านทางช่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้เลยนะครับ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

เจ็บท้องหลอก ต่างจากเจ็บท้องจริงอย่างไร เจ็บแบบไหนใกล้คลอด

ท้องแข็งแบบต่างๆ แยกอย่างไร แบบไหนลูกโก่งตัว แบบไหนมดลูกบีบ แบบไหนใกล้คลอด

ปากมดลูกเปิด เป็นอย่างไร กว้างแบบนี้ใกล้คลอดแล้วจริงหรือ

parenttown

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

P.Veerasedtakul

app info
get app banner