น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย ให้ลูกกินไม่ได้แล้ว

น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย ให้ลูกกินไม่ได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรกันนะว่าน้ำนมแม่ที่ปั๊มเก็บไว้ เอามาให้ลูกกินไม่ได้แล้ว

น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย ให้ลูกกินไม่ได้แล้ว

สำหรับคุณแม่นักปั๊มแล้ว คงไม่มีอะไรแย่เกินไปกว่าการที่ต้องใช้เวลานั่งปั๊มนมนานหลายชั่วโมง เพื่อเป็นสต๊อกเก็บไว้ให้ลูกน้อย แต่เมื่อจะนำมาใช้กลับพบว่าน้ำนมที่ใช้เวลาปั๊มมากว่าครึ่งค่อนวัน กลับบูด เสีย เอามาให้ลูกกินไม่ได้ เพราะสำหรับคุณแม่แล้ว น้ำนมแค่หยดเดียวก็มีคุณค่า ไม่มีแม่ท่านใดอยากที่จะปั๊มนมวันนี้ แล้วต้องเอาไปโยนทิ้งในอีกไม่กี่วันต่อมา แต่ น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย ให้ลูกกินไม่ได้แล้ว

น้ำนมแม่ เก็บได้นานเท่าไหร่

ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนครับว่า น้ำนมแม่นั้นสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่

น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย

การเก็บน้ำนมในอุณภูมิห้อง

  • อุณภูมิ 25 – 37 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 4 ชั่วโมง
  • อุณภูมิ 15 – 25 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 8 ชั่วโมง
  • อุณภูมิต่ำกว่า 15 – 25 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 24 ชั่วโมง
  • ไม่ควรเก็บน้ำนมไว้ในห้องที่มีอุณภูมิสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส

การเก็บน้ำนมในตู้เย็น

  • ควรเก็บไว้ในบริเวณที่เย็นที่สุด คือบริเวณที่ติดหรือใกล้กับช่องน้ำแข็ง หากเก็บน้ำนมไว้บริเวณตู้เย็นส่วนล่างที่อุณภูมิ 2 – 4 องศาเซลเซียส จะเก็บไว้ได้นาน 8 วัน แต่ส่วนมากแนะนำให้นำน้ำนมมาใช้ภายใน 3 – 5 วัน เพราะตู้เย็นส่วนมากไม่สามารถรักษาอุณภูมิให้คงที่ได้
  • หากเก็บไว้ในตู้แช่แข็งที่อุณภูมิ -20 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นาน 6 – 12 เดือน
  • ตู้เย็นประตูเดียวที่ -15 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 2 สัปดาห์
  • ตู้เย็น 2 ประตูที่ -18 องศา เก็บได้นาน 3 – 6 เดือน

5 สัญญาณบ่งบอกว่าน้ำนมแม่เสียหรือบูดแล้ว

น้ำนมแม่ที่สต๊อกไว้ จะรู้ได้อย่างไรว่าเสีย

#1 มีกลิ่นเหม็นบูด ไม่ใช่เหม็นหืน

น้ำนมแม่ที่บูดหรือเสียแล้วจะมีกลิ่นเหม็นเหมือนกับน้ำนมวัวที่บูดหรือเสียแล้วนั่นแหละครับ แต่กลิ่นเหม็นบูดจะต่างจากกลิ่นเหม็นหืนนะครับ ซึ่งกลิ่นเหม็นหืนของน้ำนมที่สต๊อคเก็บไว้นั้น เกิดจากการที่ในน้ำแม่ มีเอนไซม์ที่ชื่อ ไลเปส (lipase) คุณแม่แต่ละคนจะมีเอนไซม์นี้มากน้อยแตกต่างกัน คุณแม่คนใดที่มีไลเปสมากหน่อย ก็จะย่อยไขมันได้มากขณะที่เก็บอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนได้

อย่างไรก็ตามน้ำนมแม่ที่มีกลิ่นเหม็นหืนนั้นยังสามารถนำมาให้ลูกกินได้ ไม่เป็นอันตรายนะครับ เพียงแต่เด็กบางคนอาจจะไม่ชอบกินเพราะไม่ชอบกลิ่นนั่นเอง

#2 เขย่าแล้วไม่รวมตัวกัน

ปกติแล้วน้ำนมแม่ที่เก็บไว้มักจะแยกออกเป็นชั้น เพราะส่วนไขมันมีการลอยตัวอยู่ด้านบน เวลาจะใช้ให้เขย่าให้เข้ากันก่อนให้ลูกกิน หากเขย่าแล้วรวมตัวกันก็แสดงว่าน้ำนมยังใช้ได้ดีมีคุณภาพตามปกติ แต่หากเขย่าแล้วส่วนไขมันยังแยกเป็นชั้น ไม่รวมตัวกัน แสดงว่าน้ำนมแม่นั้นบูดหรือเสียแล้ว

#3 แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดานานเกิน 3 วัน

โดยปกติแล้ว หากเก็บน้ำนมไว้ในตู้เย็นที่ติดหรือใกล้กับช่องน้ำแข็ง หรือเก็บไว้บริเวณตู้เย็นส่วนล่างที่อุณภูมิประมาณ 2 – 4 องศาเซลเซียส มักจะมีการแนะนำให้นำน้ำนมมาใช้ภายใน 3 – 5 วัน อย่างไรก็ตาม ตู้เย็นส่วนมากนั้นไม่สามารถรักษาอุณภูมิให้คงที่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ ดังนั้นก่อนนำน้ำนมที่แช่ทิ้งไว้ในช่องธรรมดานานเกินกว่า 3 วันขึ้นไปมาใช้ จึงควรสังเกตกลิ่นและรสชาติก่อนที่จะเอามาให้ลูกกินก่อนเสมอ เพราะมีโอกาสที่น้ำนมอาจจะเสียได้

#4 ถุงเก็บน้ำนมมีรอยรั่ว ฉีกขาด หรือปิดไม่สนิท

มาโยคลินิค องค์กรสุขภาพแถวหน้าในอเมริกาแนะนำว่า น้ำนมที่ได้จากการปั๊มควรเก็บไว้ในขวดที่มีฝาปิดได้สนิท ให้เหลือที่ว่างไว้ประมาณ ¼ - ½ นิ้ว หรือเก็บไว้ในถุงเก็บน้ำนมที่ออกแบบมาเพื่อเก็บน้ำนมโดยเฉพาะ แล้วรูดซิบปิดให้สนิทโดยเหลือที่เผื่อไว้ เพราะเมื่อนำน้ำนมไปแช่แข็งแล้วจะทำให้เกิดการขยายตัวได้ แต่หากพบว่าถุงเก็บน้ำนมมีรอยรั่ว ฉีกขาด หรือปิดไม่สนิท ก็มีโอกาสที่จะทำให้น้ำนมเสียได้

#5 น้ำนมมีรสเปรี้ยว

วิธีการที่ง่ายที่สุดที่จะสามารถบอกได้ว่าน้ำนมแม่ที่เก็บไว้นั้นยังนำมาให้ลูกกินได้อยู่อีกหรือไม่คือลองชิมน้ำนมดูว่ามีรสชาติเป็นอย่างไร หากน้ำนมมีรสเปรี้ยวหรือมีรสชาติที่แปลกไปมากก็ไม่ควรเสียดาย และอย่านำมาให้ลูกกินจะดีที่สุดนะครับ


ที่มา romper.com

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

น้ำนมแม่ที่แช่เก็บไว้ เอามาอุ่นให้ลูกกินอย่างไร ไม่ให้เสียคุณค่า

เทคนิคและวิธีเลือกเครื่องปั๊มนม ที่คุณแม่ต้องรู้

parenttown

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า

บทความโดย

P.Veerasedtakul

app info
get app banner