ท้องใช่มั๊ย ยังไงก็เจอ 10 อาการแย่ๆ แต่โอเคที่มักเกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะมักมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสแรกจนถึงใกล้คลอด เรามีวิธีแนะนำรักษาอาการให้คุณแม่ ลองสังเกตตัวเองว่าเป็นถึง 10 อาการนี้กันมั้ยค่ะ

ท้องใช่มั๊ย ยังไงก็เจอ

ท้องใช่มั๊ย ยังไงก็เจอ  10 อาการแย่ๆ แต่โอเคที่มักเกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์

ท้องใช่มั๊ย ยังไงก็เจอ  เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วจะมักมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ไตรมาสแรกจนถึงใกล้คลอด เรามีวิธีแนะนำรักษาอาการให้คุณแม่ ลองสังเกตตัวเองว่าเป็นถึง 10 อาการนี้กันมั้ยค่ะ

#แพ้ท้อง

ส่วนมากจะพบเมื่อขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ โดยมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มักมีอาการช่วงเช้า ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่ชอบและรับประทานอาหารครั้งละมากๆ แต่เพิ่มจำนวนครั้งให้ถี่ขึ้น  หรือจะรับประทานอาหารอ่อนและเครื่องดื่มอุ่นๆ  เช่น ซุป ข้าวต้ม หรือจะเป็นบิสกิตกับน้ำขิงอุ่นๆ หรือน้ำผลไม้ และควรพักผ่อนให้เพียงพอเสมอ

# ตกขาว

ส่วนมากจะพบในช่วงตั้งครรภ์และจะมีเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ  ควรทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า อย่าทำการสวนล้าง ถ้ามีสีและกลิ่นที่แปลกเหม็น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็ค

ท้องใช่มั๊ย ยังไงก็เจอ

# ปัสสาวะบ่อย

เกิดจากมดลูกขยายใหญ่ขึ้นแล้วไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ อย่าลดการดื่มน้ำเปล่า คุณและลูกในท้องยังต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม วันละ 1.5-2 ลิตร ในขณะที่กำลังปัสสาวะ พยายามเอียงตัวไปข้างหน้าให้มากขึ้น เพราะจะช่วยให้กระเพาะปัสสาวะขับถ่ายของเหลวออกมาได้เต็มที่มากขึ้นด้วย แต่ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์ปัสสาวะแสบขัดและไม่สะดวก ควรพบแพทย์

ผิวแตกลาย

เกิดจากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผิวหนัง    และเนื้อเยื่อในเวลาอันรวดเร็ว    ในขณะที่ทารกน้อยเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์   ทำให้เส้นใยโปรตีนอีลาสตินและคอลลาเจนบริเวณผิวหนังชั้นในสุดถูกยืดออกส่งผลให้โครงสร้างคอลลาเจนถูกทำลาย  และทำงานผิดปกติ รวมทั้งฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด  ประกอบกับคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวหนังจะขยายตัวตามได้ทันทำให้เกิดรอยแตกบริเวณหน้าท้อง ทรวงอก สะโพก  ต้นขา  และบั้นท้าย ควรดูแลตัวเอง อย่าให้น้ำหนักขึ้นมากเกินไป อย่าเกา ทาครีมโลชั่น บำรุงผิวและดื่มน้ำมากๆไม่ให้ผิวแห้ง และไม่ควรอาบน้ำอุ่น

# ท้องผูก

อาการนี้จะเป็นบางคนที่ตั้งครรภ์  แก้ไขโดยการดื่มน้ำ ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เวลาเข้าห้องน้ำอย่านั่งนานหรือเบ่ง อาจเกิดริดสีดวงได้ ถ้าท้องผูกนานควรพบแพทย์

# เส้นเลือดขอด  

ส่วนมากคลอดแล้วจะอาการนี้จะหายไป ควรเปลี่ยนอิริยาบทท่าทางในการเดินหรือการยืนท่าเดียวนานๆ เวลานั่งหรือนอนควรยกเท้าสูง ประมาณ 15-20 นาที หลังจากเดินหรือทำงาน

# อาการเมื่อยล้า เพลีย ง่วงนอน   

พบบ่อยช่วงไตรมาสแรก โดยจะรู้สึกอ่อนเพลียง่วงนอน ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์อ่อนในวันทำงาน ช่วงพักเที่ยงอาจจะงีบ 10-15 นาทีเพื่อให้หายอาการเพลียอ่อนล้า

# สีผิวจะเข้มและหมองคล้ำในร่างกาย    

 เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย คุณแม่พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดและทาครีมกันแดด เมื่อคลอดแล้วสีจะจางลง

# สิว ฝ้า กระ   

ฮอร์โมนในระหว่างการตั้งครรภ์เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น รวมไปถึงมีฮอร์โมนใหม่ที่สร้างจากรกขึ้นมาคือ hCG  หลังคลอดทุกอย่างจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลีกเลี่ยงการใช้ยาโดยเฉพาะยารักษาสิวกลุ่มกรดวิตามินเอหรือเรตินอยด์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการแบ่งเซลล์ของทารก ทำให้มีรูปร่างผิดปกติ อวัยวะพิการอย่างรุนแรง เช่นความผิดปกติของกะโหลกศีรษะ ใบหน้า หัวใจ และระบบประสาทส่วนกลาง

# กรดไหลย้อน

อาการแสบร้อนในลิ้นปี่เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนไปที่หลอดอาหารและระบบย่อยอาหารทำงานช้า  ตอนท้องอ่อน ๆ หูรูดก็จะเริ่มหย่อนแล้ว ยิ่งคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องหนัก ๆ ก็จะยิ่งมีปัญหานี้มากกว่าปกติ การอาเจียนมาก ๆ ก็จะทำให้น้ำย่อยย้อนออกมาโดนหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบในอกจุกแน่นในอก อาการเหมือนกรดไหลย้อน สาเหตุก็คล้าย ๆ กัน แต่กรดไหลย้อนมีอาการแสบแน่นในอกที่ไม่ได้เกิดจากการอาเจียนแพ้ท้อง แต่เกิดเพราะหูรูดหย่อน เมื่อมดลูกโตขึ้นดันใต้กระเพาะขึ้นมาเรื่อย ๆ น้ำย่อยก็ย่อมล้นทะลักขึ้นมาในหลอดอาหารได้มากขึ้น ยิ่งท้องโตขึ้นก็ยิ่งเบียดใต้กระเพาะมากขึ้น อาการกรดไหลย้อนก็จะยิ่งเป็นมากขึ้นเมื่อท้องแก่มากขึ้น หลังทานอาหารแล้วควรเดินเล่น นั่งทำกิจกรรม อย่าล้มตัวลงนอน หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สามารถทานยาลดกรดในกระเพาะอาหารได้ และถ้าอาการไม่ดีควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

 

ที่มา : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 

การตั้งครรภ์ การฝากครรภ์และการตรวจครรภ์ ข้อควรระวังของการตั้งครรภ์​