ท่านอนทารก 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 64

ท่านอนทารก 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 64

อาการเสียชีวิตกระทันหันของทารก หรือ Sudden Infant Death Syndrome นั้นเป็นภัยเงียบที่สามารถ คร่าชีวิตลูกน้อย มากกว่าสามพันคนต่อปี โดยหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตกระทันหันนี้ มาจากท่านอนของทารก ซึ่งเราจะสามารถทราบได้อย่างไรว่า ท่านอนทารก แบบไหน ที่จะปลอดภัยกับลูกน้อยของเรามากที่สุด

การเข้าใจถึงการจัดท่านอนให้กับทารกนั้น นอกจากจะช่วยเรื่องความปลอดภัย สุขภาพให้กับตัวทารกเองแล้ว ยังส่งผลถึงการจัดรูปทรงศีรษะของเด็ก ให้ทุยสวยได้อีกด้วย เพราะในระยะนี้กระดูกของทารกยังบอบบาง เราเองก็สามารถจัดรูปได้ของศีรษะลูกได้ด้วยการนอนค่ะ

ท่านอนทารกแรกเกิด - 1 ปี

ตอนที่ 64 ท่านอนทารก

1. ท่านอนหงาย

ทารกแรกเกิด ควรจะนอนในท่าหงาย ไม่ว่าจะเป็นการนอนกลางวันในช่วงสั้น ๆ หรือช่วงเวลากลางคืนก็ตาม การนอนหงาย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไหลตายในทารก (SIDS) ได้เป็นอย่างดี เพราะท่านี้ จะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจของทารก ทำงานได้สะดวก ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของทารกที่นอนหงาย คือ อาจทำให้ทารกหัวเบี้ยว หัวแบนได้ อย่างไรก็ตาม อาการหัวเบี้ยวหัวแบน จะกลับมาเป็นปกติเมื่ออายุ 1 ขวบ แต่อาการนี้ คุณแม่สามารถป้องกันได้ โดยการจัดศีรษะทารกให้สลับด้านบ่อย ๆ ระหว่างหลับ

2. ท่านอนคว่ำ

ความอันตรายของการนอนคว่ำนั้น คือ ทารกอาจขาดอากาศหายใจ จนทำให้เสียชีวิตได้ เนื่องจากท่านอนที่กดบริเวณกราม จะทำให้ไปปิดอากาศที่จะเข้าไปในร่างกาย โดยเฉพาะทารก ที่นอนในที่นอนที่นิ่มจนเกินไป จะทำให้ทารกหายใจไม่ออกได้ นอกจากนี้ การนอนคว่ำ จมูกของทารกจะอยู่แนบชิดกับเตียงนอน ที่อาจจะมีฝุ่น หรือเชื้อโรคเกาะอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ทารกต้องหายใจนำฝุ่นเข้าสู่ร่างกายได้ ซึ่งสิ่งนี้อาจะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้

สำหรับทารกบางคน ที่มี กรดไหลย้อนรุนแรง หรือมีความผิดปกติของระบบทางเดินหายใจ แพทย์บางคนอาจพิจารณาว่า การนอนคว่ำในเด็กที่มีโรคนี้อาจอันตรายน้อยกว่า เนื่องจากเด็กอาจจะอาเจียนขณะนอนหลับ จนทำให้สำลักได้ และไม่มีแรงพอที่จะหันคอเพื่อหายใจ อย่างไรก็ตาม แพทย์จะพิจารณาถึงข้อดี - ข้อเสีย และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น หากให้ทารกนอนคว่ำ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อนนะคะ

ตอนที่ 64 ท่านอนทารก

3. ท่านอนตะแคง

การให้ลูกนอนตะแคงนั้นอาจมีความอันตรายไม่ต่างจากท่านอนคว่ำ เพราะเมื่อลูกอยู่ในวัยที่สามารถพลิกคว่ำได้แล้ว จะทำให้ลูกพลิกไปนอนในท่านอนคว่ำได้ และหากกล้ามเนื้อคอยังไม่แข็งแรงพอที่จะหันไปมา หรือหันคอไปด้านข้างได้ จะทำให้ลูกหน้าคว่ำ จนขาดอากาศหายใจได้

เด็กแรกเกิด – 4 เดือน ควรนอนตะแคง หรือนอนหงาย ท่านอนตะแคง และนอนหงาย เป็นท่าที่เหมาะกับพัฒนาการของกล้ามเนื้อบริเวณลำคอที่ยังไม่ค่อยแข็งแรง แม้จะทำได้เพียงหันซ้าย และขวา ก็ทำให้เด็กสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัว และฝึกการมองได้

เด็กวัย 5 – 6 เดือน สามารถนอนคว่ำได้ และเด็กยกคอได้แล้ว เพราะกระดูกคอเริ่มแข็ง แต่ยังคงต้องเฝ้าดู อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพราะอาจเกิดการคว่ำหน้า และอุดกลั้นการหายใจได้ ทางที่ดี ควรที่จะหลีกเลี่ยงจะดีที่สุดค่ะ

เด็กวัย 7 - 12 เดือน สามารถนอนได้ทุกท่า เพราะเด็กพลิกตัวด้วยตนเองได้แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ตัวคุณแม่ และคุณพ่อเอง ก็ควรที่จะดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะขึ้นชื่อว่าเด็กเล็ก ความสามารถ ในการประคองตัว ก็จะเป็นไปได้อยากกว่าที่เราคาดไว้ค่ะ

ตอนที่ 64 ท่านอนทารก

นอกจากจัดท่านอนที่เหมาะสมแล้ว ที่นอนก็ต้องปลอดภัย โดยมีข้อควรระวัง ดังนี้

  • แยกที่นอนมาอยู่ด้านข้างผู้ใหญ่ ด้วยระยะห่างประมาณเอื้อมมือถึง
  • ไม่นอนระหว่างผู้ใหญ่ หรือติดชิดกับผู้ใหญ่ เพราะอาจเผลอนอนเบียด หรือทับเด็กจนหายใจไม่ออก หรือโดนผ้าห่ม หมอนของพ่อแม่ทับเด็กโดยไม่รู้ตัว
  • ที่นอนเด็กควรสูงประมาณ 2 ฟุต และไม่นิ่มจนเกินไป
  • หากจำเป็นต้องนอนด้วยเตียงนอน ควรมีที่กั้นกันตก รั้วขอบของเตียง ต้องมีระยะห่างของซี่รั้วน้อยกว่า 15 เซนติเมตร
  • ขนาดที่นอน ต้องพอดีกับเตียง เพื่อไม่ให้มีช่อง เพราะศีรษะของลูก อาจไปติดซี่รั้วของขอบเตียงได้

ที่สำคัญ คุณแม่ต้องสังเกตตัวเด็กและสภาพสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กอยู่เสมอ เช่น บนที่นอนของเด็กจะต้องไม่มีอะไรที่จะมาปิดหน้าได้ระหว่างที่นอนหลับอยู่ โดยเฉพาะเด็กที่มีนิสัยชอบคว้าสิ่งของรอบตัว เช่น ผ้าห่ม หมอน หรือตุ๊กตา เพราะอาจปิดทับจมูก ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก นอกจากนั้นแล้ว คุณแม่ไม่ควรนั่งอุ้มจนทารกหลับเพราะอาจจะเผลอปล่อยเด็กออกจากมือ ทำให้ตกลงมาได้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องใส่ใจ จัดท่านอนถูกวิธี ทารกแรกเกิด - 1 ปี จะได้ปลอดภัย ห่างไกลอันตรายที่เกิดขึ้นได้แม้เพียงเสี้ยววินาที

 

ที่มา : (A) , (B)

 

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

ammy

app info
get app banner