ท่าทารกในการคลอด หลากหลายวิธีการคลอดสำหรับแม่และทารกในครรภ์

ท่าทารกในการคลอด หลากหลายวิธีการคลอดสำหรับแม่และทารกในครรภ์

ช่วงใกล้คลอดคุณหมอจะนัดตรวจกระชั้นมากขึ้นคืออาทิตย์ละครั้งเพื่อดูความพร้อมของปากมดลูกรวมไปถึงท่าคลอดของทารก คุณหมอจะใช้วิธีการคลำหน้าท้องของคุณแม่รวมไปถึงการตรวจภายในโดยใช้นิ้วแหย่ว่าท่าทารกนั้นอยู่ในท่าใด ติดตามอ่านท่าทารกในการคลอด

ท่าทารกในการคลอด

ช่วงก่อนคลอดคุณหมอจะนัดตรวจครรภ์ของคุณแม่  การตรวจหน้าท้องเพื่อคลำดูว่า  ส่วนนำของทารกมาเป็นส่วนไหน  หลังของทารกอยู่ด้านใด  พอปากมดลูกเปิด คุณหมอก็จะตรวจภายในโดยวิธีการใช้นิ้วแหย่เข้าไป เพื่อดูว่ากะโหลกศีรษะเป็นหน้า หรือเป็นก้น  เป็นต้น  เพื่อให้แน่ใจว่า ท่าทารกในการคลอดน่าจะอยู่ในท่าใด

1. ท่าศีรษะ

ท่าทารกในการคลอด

1. ท่าทารกในการคลอดส่วนมากจะอยู่ในท่าศีรษะและก้มหน้าลง

2. เป็นท่าที่สบายตามปกติของทารกทั่วไป  ช่วยให้การคลอดธรรมชาติทางช่องคลอดสามารถคลอดได้ง่าย

3. แต่ถ้าคลอดออกมาโดยทารกเงยหน้าหรือใบหน้าอยู่ด้านบน  อันมีสาเหตุจากอุ้งเชิงกรานแคบหรือเป็นรูปสามเหลี่ยม ทำให้ศีรษะของทารกหมุนคว่ำลงไม่ได้ จึงคลอดออกมาทั้ง ๆ ที่เงยหน้า ทำให้คลอดยากกว่าและไม่สามารถใช้เครื่องดูดสุญญากาศได้ เพราะอาจจะโดนหน้าโดนตาทารกน้อย  คีมคีบอาจช่วยได้บ้างแต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ  กรณีนี้ต้องอาศัยแรงเบ่งของคุณแม่แล้วค่ะ

4. แต่ถ้าอุ้งเชิงกรานแคบและทารกค่อนข้างตัวใหญ่ คือ  มากกว่า 3,000 กรัม คุณหมอมักจะให้ผ่าคลอดซึ่งอยู่ในดุลพินิจของคุณหมอในขณะนั้น

บทความแนะนำ  เรื่องน่ารู้!!! ช่วยแม่คลอดด้วยการคีบและดูด

2. ท่าก้น

ท่าทารกในการคลอด

1. ท่าทารกในการคลอดท่าก้น  พบว่า ทารกคลอดท่าก้นในกรณีที่มดลูกของคุณแม่มีเนื้องอก  มีรกเกาะต่ำ  ทารกศีรษะโตมาก หรือมีอะไรอย่างอื่นที่ขวางทางอยู่

2. ท่าคลอดทารกท่าก้นนี้  หากเป็นท้องแรกคุณหมอจะแนะนำให้ผ่าคลอด  หากเป็นท้องหลัง ๆ คุณแม่อาจจะคลอดเองได้

3. นอกจากท่าก้น ยังมีท่าทารกในการคลอด คือ ท่าเท้า  โดยทารกเอาเท้าเป็นส่วนนำออกมาก่อน  ท่าคลอดทารก  ท่าเข่า คือ  ทารกเอาเข่าออกมาก่อน  ท่าทารกในการคลอด  ท่าขัดสมาธิ คือ  ทารกขัดสมาธิ  ท่าเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นท้องแรก หรือท้องหลังก็ตามคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่ผ่าคลอดเพื่อความปลอดภัยขอแม่และทารกในครรภ์ค่ะ

3. ท่าขวางหรือท่าเอียง

ท่าทารกในการคลอด

1. ท่าทารกในการคลอด ท่าขวางมดลูก พบว่า  มักมีสาเหตุมาจากมดลูกมีอะไรสักอย่างมาขวางไม่ให้ทารกหมุนตัว  เช่น  รกเกาะต่ำ มีเนื้องอกในมดลูกมาขวาง  หรือทารกเองมีเนื้องอก  กรณีนี้มักจะพบในคุณแม่ทั้งตั้งครรภ์ท้องหลัง ๆ  เพราะมดลูกถูกยืดมาก่อนจากครรภ์ครั้งแรกแล้ว

2. หากท่าทารกในการคลอดอยู่ในท่าขวาง  คุณหมอมักจะทำการผ่าตัดทุกราย เพราะยากที่คุณแม่จะคลอดเองได้

3. จากสถิติพบว่า หากเป็นเด็กที่คลอดครบกำหนด จะคลอดในท่าศีรษะร้อยละ 95 และจะอยู่ในท่าก้นประมาณร้อยละ 3 ส่วนท่าขวางจะพบน้อยมากคือ ร้อยละ 1

4. หาเป็นทารกคลอดก่อนกำหนด  จะคลอดในท่าผิดปกติเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย คือ คลอดท่าศีรษะร้อยละ 80 คลอดท่าก้นประมาณร้อยละ 10 ส่วนคลอดในท่าขวางจะพบประมาณร้อยละ 1

หลากหลายวิธีการคลอดสำหรับแม่และทารกในครรภ์
1. การคลอดแบบธรรมชาติ

ท่าทารกในการคลอด-10.jpg

 

- กรณีคลอดแบบธรมชาติสำหรับคุณแม่และทารกที่มีสุขภาพข็งแรง  ทากรอยู่ในท่าคลอดที่เหมาะสม คือ ท่าศีรษะ การคลอดแบบธรรมชาติเป็นวิธีการคลอดที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดสำหรับคุณแม่และลูกน้อย  โดยคุณหมอจะตรวจดูช่วงใกล้ถึงกำหนดคลอด ว่าทารกอยู่ในท่าศีรษะลงสู่อุ้งเชิงกรานหรือไม่

- การคลอดแบบธรรมชาตินั้นคุณแม่จะรู้สึกเจ็บครรภ์อย่างมาก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนสูงจริง ๆ ค่ะ  คุณหมออาจฉีดยาแก้ปวดเข้าทางเส้นเลือด หรือฉีดยาชาเข้าทางไขสันหลังเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดให้คุณแม่ได้

2. การผ่าคลอด

Inside the operation room

 

- สำหรับคุณแม่บางคน  คุณหมอจะแนะนำให้ผ่าคลอด  เช่น  คุณแม่มีโรคประจำตัว  มีลูกเมื่ออายุมากแล้ว หรือศีรษะของทารกไม่อยู่ในอุ้งเชิงกราน  แต่อยู่ในท่าก้น  ท่าขวาง เป็นต้น  ในเวลาที่ครบกำหนดคลอด  แต่การผ่าตัดจะทำให้คุณแม่เสียเลือดมากกว่าการคลอดแบบธรรมชาติถึง 2 เท่าและจะเจ็บแผลนานกว่า  คุณหมอมักจะแนะนำให้ผ่าตัดคลอดเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

- ปัจจุบันเพื่อลดความเจ็บปวดและทำการผ่าตัดอย่างได้ผลคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่ดมยาสลบหรือฉีดยาเข้าไขสันหลัง โดยคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด แต่การดมยาสลบ คุณแม่จะไม่มีส่วนร่วมในการคลอด ไม่เห็นหน้าลูกทันทีที่คลอดออกมา เพราะคุณแม่จะหลับไม่รู้ตัวและจะฟื้นอีกทีหลังคลอด

- คุณแม่ส่วนใหญ่จึงไม่เลือกวิธีดมยาสลบ เพราะยาสลบจะมีผลต่อทารก  เช่น  ลูกคลอดออกมาแล้วไม่ร้อง  ไม่ค่อยหายใจ เพราะเขาได้รับยาสลบตามแม่ไปด้วย

- สาวนการฉีดยาเข้าไขสันหลัง หรือการบล็อกหลังนั้น  ลูกน้อยจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด  เพราะไม่ได้ดูดซึมเข้ากระแสเลือด เพียงแต่ทำให้ส่วนล่างของคุณแม่ชา  ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวด  แต่คุณแม่จะรับรู้เหตุการณ์ระหว่างคลอดทุกอย่าง  พร้อมทั้งได้ยินเสียงลูก  เห็นหน้าลูกทันทีที่ลูกคลอดออกมา

- การผ่าคลอดจะมีอาการเจ็บแผลนานกว่าการคลอดแบบธรรมชาติ

3. การคลอดในน้ำ

ท่าทารกในการคลอด-10.jpg

- การคลอดในน้ำเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่เริ่มได้รับความนิยมในต่างประเทศ เพราะช่วยลดความเจ็บปวดในการคลอดแต่ในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก

- การคลอดในน้ำต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านสุขภาพของคุณแม่  ต้องไม่มีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ เพราะการคลอดในน้ำจะไม่ใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก

- แต่แท้ที่จริงแล้วการคลอดในน้ำไม่น่ากังวลอย่างที่หลาย ๆ คนคิด  หากคุณแม่มีความพร้อมและมีสุขภาพครรภ์ที่แข็งแรงคุณหมอก็พร้อมจะให้การดูแลเต็มที่

- การคลอดในน้ำไม่จำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดหรือฉีดยาระงับปวดใด ๆ  และเมื่อศีรษะของทารกพ้นจากช่องคลอดแล้ว ก็สามารถลอยตัวอยู่ในน้ำที่ช่วยรองรับแรงกระแทก ป้องกันไม่ให้เกิดอันตราย รวมถึงคุณแม่ก็จะรู้สึกเบาสบายไม่เจ็บปวดมากนัก

 

ร่วมบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ในช่วงตั้งครรภ์   คลอดบุตร รวมถึงการเลี้ยงดูทารกน้อย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่น ๆ กันนะคะ  หากมีคำถามหรือข้อสงสัย ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือ  เตรียมคลอดให้ปลอดภัย  พ.ญ.ภักษร  เมธากูล ผู้เขียน

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

7 สาเหตุที่ทำให้แม่ท้องคลอดยาก

อุ้งเชิงกรานแคบ คนท้องคลอดเองได้ไหม

TAP mobile app

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner