ที่สุดในชีวิตกับประสบการณ์การคลอดธรรมชาติ

lead image

คุณแม่ตั้งครรภ์ในปัจจุบันส่วนใหญ่เลือกหรือมีความจำเป็นที่จะผ่าคลอดด้วยหลายเหตุผล แต่สำหรับดิฉันตั้งใจที่จะขอคลอดธรรมชาติ และนี่คือประสบการณ์ที่สุดในชีวิต

ประสบการณ์ที่สุดของชีวิต...คลอดแบบธรรมชาติ

ประสบการณ์ที่สุดของชีวิต...คลอดแบบธรรมชาติ

ผู้หญิงบางคนกลัวเจ็บท้องคลอด บางคนต้องการเลือกวันเวลาฤกษ์ดี หรือบางคนแพทย์เห็นว่าการคลอดเองอาจทำให้เกิดอันตรายกับแม่หรือเด็กได้ จึงเลือกที่จะผ่าคลอด แต่เมื่อสามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ ดิฉันจึงเลือกคลอดเอง เพราะกลัวเจ็บ (แผลผ่าตัดหลังคลอด) และอยากฟื้นตัวเร็ว ที่สำคัญคือกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหลังจากคลอด เช่นมดลูกเป็นพังผืด เป็นต้น

ถึงจะเตรียมกาย และเตรียมใจพร้อมที่จะคลอด แต่การคลอดลูกเองด้วยวิธีธรรมชาติก็เป็นประสบการณ์น่าตื่นเต้นและน่าจดจำไปตลอดชีวิต เพราะเป็นการมีลูกคนแรกของดิฉันด้วย เมื่อถึงเดือนสุดท้ายของอายุครรภ์ หลังจากไปตรวจกับคุณหมอ คุณหมอบอกว่าเตรียมตัวคลอดได้เลย อัลตร้าซาวด์ดูแล้วเด็กสมบูรณ์ แข็งแรงดี คุณแม่ก็ตัวสูง อุ้งเชิงกรานไม่เล็กเกินไปที่จะคลอดเอง ทำให้ดิฉันเฝ้ารอการมาถึงของลูกน้อยด้วยใจจดใจจ่อ เก็บกระเป๋าเตรียมพร้อมไว้เรียบร้อยหากปวดท้องก็จะได้ไปโรงพยาบาลได้ทันที แต่รอวันแล้ววันเล่า (จนเริ่มขี้เกียจรอ อยากเห็นหน้าลูกไว ๆ ) ลูกก็ยังไม่ออกมา

14 วัน 14 วิธีเพื่อเร่งการเจ็บท้องคลอด

รอประมาณ สัปดาห์ ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง

ดิฉันมีเลือดออกที่ช่องคลอดตั้งแต่ประมาณตีสอง เข้าใจว่านั่นคือน้ำเดิน จึงรีบให้แฟนขับรถพาไปโรงพยาบาล แต่ปรากฏว่าไม่ใช่น้ำเดิน เมื่อพยาบาลซักถามประวัติคร่าว ๆ และตรวจปากมดลูก พบว่าเปิดเพียง 1 เซนติเมตร (ถ้าคุณแม่พร้อมคลอด ปากมดลูกจะต้องเปิดเต็มที่คือ 10 เซนติเมตร) แต่พยาบาลก็ยังใจดีให้นอนรอในห้องคลอด ระหว่างนั้นดิฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนร่วมห้องรอคลอดหลายคน บางคนก็ร้องโอดโอยเสียงดังมากจนพยาบาลต้องห้ามร้องเพราะจะทำให้คนไข้คนอื่นตกใจไปด้วย (ดิฉันเองก็ไม่เข้าใจว่ามันปวดขนาดนั้นเลยหรือ) บางคนก็ร้องไห้และเดินไปเดินมา บางคนนอนนิ่ง ๆ ส่วนตัวฉันนอนรอ มองคุณแม่เดินเข้าห้องคลอดทีละคนสองคน ฟังเสียงเด็กแรกเกิดร้องอุแว้ ๆ ดังลั่น ในใจดิฉันคิดว่าต้องอดทน อีกไม่นานเท่านั้น

รู้จักน้ำเดิน

พอห้าโมงเย็นปากมดลูกของดิฉันเปิดเพียง 2.5 เซนติเมตร ดิฉันรู้สึกว่ามดลูกบีบตัวแต่ไม่เจ็บมาก คุณหมอบอกว่ามดลูกบีบตัวทุก 5 นาที ยังห่างเกินไป ดิฉันเริ่มเบื่อ จึงขอคุณหมอกลับไปนอนที่บ้าน และมาใหม่ในวันรุ่งขึ้น แต่คุณหมอบอกว่าเพื่อความปลอดภัยนอนรอที่โรงพยาบาลจะดีกว่า ตอนนั้นในห้องรอคลอดมีเพียงดิฉันกับชาวต่างชาติ (พม่า) ซึ่งพูดภาษาไทยไม่ได้ ส่วนคุณแม่คนอื่น ๆ คลอดกันหมดแล้ว เหลือดิฉันที่นอนเฝ้าห้องรอคลอดตั้งแต่เช้ามืด พอสักประมาณสองทุ่ม จู่ ๆ ดิฉันก็ได้ยินเสียงดังโพละ!! เหมือนลูกโป่งแตก และมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากช่องคลอดนองเต็มพื้นไปหมด ดิฉันดีใจมาก ที่ได้รู้จักกับอาการน้ำเดินสักที

(กรุณาอ่านต่อหน้า 2)


เจ็บท้องคลอด

ไม่นานจากนั้น ดิฉันรูสึกว่ามดลูกบีบตัวถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเจ็บท้องมากขึ้น ๆ ตอนแรกดิฉันใช้วิธีกลั้นหายใจช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด คือหายใจเข้าช้า ๆ กลั้นหายใจ และค่อย ๆ หายใจออก แต่ปรากฏว่าอาการปวดรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทนไม่ไหวต้องร้องโอดโอยเสียงดัง รู้สึกปวดยิ่งกว่าปวดประจำเดือนเป็นร้อยเป็นพันเท่า ตอนนี้ดิฉันเข้าใจคุณแม่ที่ร้องครวญครางเมื่อเช้ามืดเป็นอย่างดี ดิฉันร้องเสียงดังกว่าเธอคนนั้นอีก และโชคดีที่มีเพียงดิฉันกับคุณแม่ชาวพม่า ซึ่งต่อมาก็เพิ่งรู้ว่าเธอก็พูดภาษาไทยได้ เพราะก้อปปี้คำพูดร้องโอดโอยของดิฉันได้เหมือนเป๊ะ ดิฉันก็ไม่วายโดนนางพยาบาลปรามให้เงียบ เดี๋ยวจะไม่มีแรงเบ่งคลอด

ดิฉันปวดท้องอยู่ราวสองชั่วโมงกว่า ๆ พยาบาลมาตรวจดูอีกครั้งปากมดลูกก็เปิดถึง 10 เซนติเมตรแล้ว ช่วงนั้นดิฉันปวดท้องเหมือนปวดอุจจาระมาก แต่ปวดที่ช่องคลอดไม่ใช่รูทวาร คือรู้สึกว่ามีอะไรเหมือนกำลังจะหลุดออกมาอยู่ตลอดเวลา ดิฉันกลัวมากว่าจะตามคุณหมอมาไม่ทันเพราะตอนนั้นดึกมากแล้ว (เกือบ 5 ทุ่ม) พยาบาลรีบเข็นดิฉันเข้าห้องคลอด พยาบาลโทรบอกคุณหมอ ไม่ถึงสิบนาทีคุณหมอก็มาถึง ดิฉันคิดในใจว่า รอดแล้ว!! (โรงพยาบาลที่ดิฉันคลอดลูกเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล จึงไม่อนุญาตให้ญาติเข้าห้องคลอดด้วย)

เข้าห้องคลอด

หลังจากคุณหมอและผู้ช่วยเตรียมอุปกรณ์เสร็จในเวลาอันรวดเร็ว คุณหมอก็ใช้มีดกรีดช่องคลอดของดิฉันให้ขยายออก และก็ได้เวลาเบ่ง! ยอมรับว่าหมดแรงเบ่งไปกับการร้องปวดท้อง ดิฉันพยายามเบ่ง รู้สึกเหมือนอุจจาระกำลังหลุด ลูกค่อย ๆ โผล่ออกจากช่องคลอด คุณหมอให้หายใจและเบ่งเป็นจังหวะ พยาบาลก็คอยเชียร์ด้วยอีกแรง และเตือนว่าอย่าเบ่งออกเสียงนะ แต่ดิฉันทำไม่ได้ต้องขอออกเสียงคำรามในลำคอ สักพักหมอก็บอกว่าหัวออกมาแล้ว ฉันเริ่มหมดแรง แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ พยายามเบ่งจนออกมาทั้งตัว เสียงร้องอุแว้ ๆ ! ดังขึ้นพร้อมกับความโล่งใจและดีใจของดิฉัน และคุณหมอก็ค่อย ๆ สาวรก และน้ำคร่ำ  ออกมาจนหมด

เมื่อแก้วตาดวงใจของฉันออกมาแล้ว พยาบาลพาไปทำความสะอาด และนำมาให้ฉันอุ้ม ระหว่างที่คุณหมอก็ฉีดยาชา และเย็บแผลที่ปากมดลูกไปด้วย ลูกร้องเสียงดัง ดิฉันก็คุยกับลูก และร้องเพลงกล่อมลูกเหมือนที่ร้องให้ฟังตอนยังอยู่ในท้อง แต่พอออกจากห้องคลอดดิฉันเจ็บคอเสียงแหบแห้งไปเลย

ลูกดิฉันแข็งแรงและปกติดี ดังนั้นตั้งแต่คลอดเสร็จดิฉันกับลูกก็ไม่ได้แยกจากกันเลย พยาบาลอุ้มลูกมาให้และบอกให้ลูกดูดนมดิฉัน ดิฉันให้นมลูกด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ และที่สำคัญไม่มีน้ำนมออกมาแม้แต่หยดเดียว แต่พยาบาลบอกว่าการให้ลูกดูดกระตุ้นนี่แหละ เป็นวิธีธรรมชาติที่ง่าย ประหยัด และวิเศษมากที่จะทำให้น้ำนมมา สามวันหลังจากลูกกินนมชง น้ำนมฉันก็มาอย่างท่วมท้น

ประสบการณ์การคลอดธรรมชาติเป็นที่สุดแล้วในชีวิต เป็นบททดสอบความเป็นแม่ที่ยากที่สุด แต่อันที่จริงนี่ก็เป็นเพียงบทเริ่มต้นบทแรกของความเป็นแม่เท่านั้น…

ประสบการณ์การผ่าคลอดอย่างละเอียด

เสริมความผูกพันกับลูกน้อยแรกเกิด