ไขข้อข้องใจ ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

ไขข้อข้องใจ ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

เพจ Ramathibodi Poison Center อธิบายอย่างละเอียด ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

จากข่าวใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับโบทูลิซึม ทำให้หลายๆ คนหันมาสนใจ โรคหน่อไม้ปี๊บ หรือโบทูลิซึม กันมากขึ้น โดยเฉพาะพ่อแม่ วันนี้เราจึงมาไขข้อข้องใจว่า ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย แล้วอาหารอะไรบ้างที่พ่อแม่ต้องระวัง

ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย สาเหตุเพราะ โบทูลิซึม หรือโรคหน่อไม้ปี๊บ

เพจ Ramathibodi Poison Center ได้โพสต์ว่า ในปีนี้มีการบาดเจ็บจากโบทูลิซึม หรือที่เรารู้จักกันในชื่อโรคหน่อไม้ปี๊บ 2 เหตุการณ์ด้วยกัน

- เหตุการณ์แรกคือ เด็กชาวญี่ปุ่นอายุหกเดือนที่กินน้ำผึ้งแล้วมีภาวะหายใจล้มเหลว

- อีกข่าวคือคนที่กินนาโชชีส 9 รายในแคลิฟอร์เนียแล้วป่วยจากโบทูลิซึม ในจำนวนนี้มีผู้ที่เสียชีวิตด้วย

จะเห็นได้ว่า โบทูลิซึม ทำอันตรายต่อร่างกายได้มากกว่าที่คิด แล้วโบทูลิซึมที่ว่านั้นคืออะไรกันแน่

อะไรคือโบทูลิซึม?

โบทูลิซึม (Botulism) คือ อาการป่วยจากพิษโบทูลินั่ม (botulinum toxin) ซึ่งถูกสร้างจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Clostridium botulinum (C. botulinum) เจ้า C.botulinum มันชอบที่ ๆ ไม่มีออกซิเจน ที่ ๆ มีความเข้มข้นของเกลือและกรดด่างน้อย ๆ มันจะโตและสร้างพิษออกมา แต่สปอร์ของเจ้าแบคทีเรียชนิดนี้มันทนความร้อนได้ดีมาก ๆ แต่พิษโบทูลินั่มนี่ไม่ทนร้อนนะฉะนั้นอุ่นอาหารก่อนพิษก็สลายไปได้

ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

พิษโบทูลินั่มจะเจอจากอะไรได้บ้าง

ทางเพจอธิบายไว้ 3 ข้อ แต่ที่พ่อแม่ต้องใส่ใจมากๆ คือ อาหารที่มีแบคทีเรีย C.botulinum โตอยู่มักจะถูกเก็บซีลไม่ให้มีอากาศเข้า (ออกซิเจนน้อย) และ/หรือมีเกลือและความเป็นกรดด่างต่ำ ที่เราเคยได้ยินกันก็ พวกอาหารกระป๋องที่บุบ ๆ บิบ ๆ (มีทางให้แบคทีเรียเข้าไปโตได้) ไส้กรอก (เอาเนื้อบดไปยัดไส้แล้วมัดปิดอากาศเข้าไม่ได้) แต่ที่โด่งดังที่สุดก็หน่อไม่ปี๊บบ้านเรานี่ล่ะ

ส่วนสาเหตุที่ทารกวัย 6 เดือน เสียชีวิตจากน้ำผึ้งนั้น เพราะน้ำผึ้งมีเชื้อ Clostridium botulinum ซึ่งคนในครอบครัวให้เด็กดื่มเพื่อหย่านม จึงถูกวินิจฉัยสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจาก โรคโบทูลิซึมในทารก (Infant botulism) ซึ่งเกิดจากการเจริญของเชื้อ Clostridium botulinum และสร้างสารพิษโบทูลิซึมในทางเดินอาหารของทารก ทั้งนี้ โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่อาจปนเปื้อนเชื้อ Clostridium botulinum เช่น น้ำผึ้ง ในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี

สำหรับพิษโบทูลินั่มที่ชื่อคุ้นๆ เพราะสิ่งที่ฉีดลดรอยเหี่ยวย่นนี้ก็คือ พิษโบทูลินั่มเหมือนกัน แต่เขาเลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสมมาให้มีการใช้ทางคลินิกอื่น ๆ เช่นแก้ตาเข แก้ไมเกรน แก้คอเอียง (torticollis) หากฉีดเกินขนาดจนพิษกระจายไปทั่วร่างกายก็ก่อเรื่องได้เช่นกัน นอกจากนี้ พวกฉีดยาเสพติด ต้องยอมรับว่าพวกนี้อาจจะฉีดสารที่ปนเปื้อนแบคทีเรียหรือสปอร์ของแบคทีเรียเข้าไปใต้ผิวหนังเชื้อก็โตและสร้างพิษออกมา

พิษโบทูลินั่ม ทำไมมันถึงได้อันตรายล่ะ

  • พิษโบทูลินั่มทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและสุดท้ายคือกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากจนหายใจไม่ได้ หรือป้องกันการสำลักน้ำลายตัวเองไม่ได้
  • ปกติกล้ามเนื้อจะหดตัวทำให้เกิดการขยับได้ต้องอาศัยสารสื่อประสาท acetylcholine จากปลายประสาท มาจับที่กล้ามเนื้อ
  • เจ้าพิษโบทูลินั่มนี่จะไปยับยั้งการหลังสารสื่อประสาท acetycholine

(โดยการตัด SNARE protein ที่ใช้ในการเชื่อม acetycholine vesicle กับเยื่อหุ้มเซลล์) ทำให้ไม่มีสาร acetycholine ไปกระตุ้นกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหดตัวไม่ได้ ก็อ่อนแรง

ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

อาการของคนที่ถูกพิษโบทูลินั่ม จะเป็นอย่างไร

หากกินอาหารที่มีพิษโบทูลินั่มแล้ว

ประมาณ 4-6 ชม. อาจจะมีอาการเริ่มต้นเป็นคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย

จากนั้นที่ประมาณ 10 ชม. จะเริ่มมีอาการอ่อนแรงโดยมันจะทำให้มีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า คอ และต้นแขนต้นขาก่อนที่จะทำให้อ่อนแรงทั้งตัว (อัมพาต) และเสียชีวิตจากการหายใจล้มเหลว

การอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้านี่สังเกตเริ่มต้นคือ หนังตาตก พูดไม่ชัด (แบบ Dave ในรูปด้านล่างล่ะครับ)

พิษนี้ทำให้อ่อนแรง "แต่ไม่ทำให้ชา" (ผิดกับพิษปลาปักเป้าที่ต้องชาก่อนเสมอ)

ตรวจร่างกายอาจจะพบลักษณะของ Anticholinergic (antimuscarinic) toxidrome เช่น ผิวแห้งไม่มีเหงื่อ ปากคอแห้ง การบีบบตัวของลำไส้ลดลง ม่านตาขยาย เพราะ acetylcholine ไม่ถูกหลั่งไปจับกับตัวรับของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทพาราซิมพาเทติก

ในผู้ใหญ่ทั่วไปตัวแบคทีเรียและสปอร์ไม่สามารถโตในกระเพาะลำไส้เราได้

ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

แต่ในเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือน เกลือแร่และความเป็นกรดด่างในน้ำย่อยน้อยและเชื้อแบคทีเรียเจ้าถิ่นก็น้อย สปอร์ของ C.botulinum สามารถมาโตในลำไส้ของเด็กได้ ฉะนั้นแม้กินสปอร์เด็กก็ป่วยได้ อาหารที่มีความเสี่ยงต่อการมีสปอร์ C.botulinum หลงเหลือได้คือ น้ำผึ้ง และ แยม

ความน่ากลัวคือการฟื้นตัวจากการอ่อนแรงนี้มันช้ามาก ๆ ถึง 2-3 เดือนได้เลย (เพราะต้องให้เซลล์ประสาทสร้าง SNARE protein ขึ้นมาใหม่ ซึ่งเซลล์ประสาทนี่สร้างอะไร ๆ ได้ช้า)

ซึ่งหากอัมพาตหรือหายใจล้มเหลวนาน ๆ ก็จะมีการติดเชื้อแทรกซ้อนตามมาได้

แต่การได้รับการรักษาโดยยาต้านพิษในวันแรก ๆ จะช่วยยับยั้งการดำเนินโรคไม่ให้การอ่อนแรงลุกลาม และอาจช่วยให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้นด้วย

ดูแลรักษาคนที่ถูกพิษโบทูลินั่มอย่างไร

  • ขั้นแรกดูก่อนว่าหายใจไหวไหม ไม่ไหวใส่ท่อช่วยหายใจและช่วยหายใจก่อน
  • ประเมินแรงกล้ามเนื้อ และ parameter ของการหายใจเช่น vital capacity, negative inspiratory pressure, หรือจะเป่า peak flow ก็ได้
  • หากมีการลุกลามของการอ่อนแรง ต้องรีบให้ยาต้านพิษซึ่งเป็นเซรุ่มจากม้า เพื่อหยุดการดำเนินโรค และอาจจะช่วยให้ฟื้นไวขึ้นบ้าง (มี stock ในศูนย์พิษรามาฯ และองค์การเภสัชกรรมตรงข้ามรามาฯ เท่านั้น...มีเคสโทร 1367 นะจ๊ะ....มาช่วยกันยืนยันการวินิจฉัยและประเมินความจำเป็นก่อนนะครับ)
  • อ้อ...อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปตรวจสอบแหล่งที่มาของโบทูลิซึมด้วย จะได้ไม่มีเคสต่อไป

ทำไมทารกกินน้ำผึ้งแล้วตาย

ป้องกันไม่ให้ได้รับพิษโบทูลินั่มยังไงดี?

  1. เลี่ยงอาหารที่น่าสงสัย ไม่กินอาหารกระป๋องบุบบิบ
  2. อุ่นอาหารให้ร้อนก่อนกินเสมอ (โดยเฉพาะไส้กรอก อาหารกระป๋อง) ถ้าทำได้ เข้าไมโครเวฟไปเลย ไม่งั้นต้องร้อน 100c อย่างน้อย 10 นาที หรือ 80c นาน 30 นาที
  3. บางครั้งอาหารบางขนิดมันสุดวิสัยมากอุ่นให้ร้อนจริง ๆ เช่นเหตุการณ์ที่เกิดโบทูลิซึมจาก โยเกิรต์ในอังกฤษ และ ทิรามิสุในอิตาลี โดยทั่วไปอาหารพวกนี้จะมีการสุ่มตรวจคุณภาพอยู่แล้ว อันนี้ต้องฟังข่าวว่ามีการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์หรือเตือนโดย อย. กรมควบคุมโรค หรือแหล่งข่าวอื่นไหม
  4. หากจะทำของบรรจุกระป๋องเองต้องแน่ใจว่า ไม่มีสปอร์ของแบคทีเรียเหลือ คร่าวๆ คือ 120c 30 นาที (ดูคำแนะนำใน เวปของ CDC เพิ่มเติมได้นะ)
  5. ไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 เดือนกินน้ำผึ่ง แยม และอาาหารกระป๋อง (เสี่ยงเจอสปอร์ของ C.botulinum)
  6. อย่าเล่นยาเสพติด
  7. หากจะฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งก็คือ พิษโบทุลินั่มชนิดเอ เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น ควรฉีดโดยผู้เชี่ยวชาญจริงๆเท่านั้นครับ

ที่มา : Ramathibodi Poison Center

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ทารกวัย 6 เดือน เสียชีวิตจากน้ำผึ้ง ด้วยโรคโบทูลิซึม

6 ลักษณะแม่ท้องที่ต้องระวังทารกตายในครรภ์!!

กินยาไม่ครบ ทำลูกน้อยป่วยเป็นโรคดื้อยา อาจอันตรายถึงชีวิต

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Tulya

app info
get app banner