ทำยังไงเมื่อลูกกินยาก?

lead image

เมื่อลูกเบือนหน้าหนีชามโจ๊กที่มีแค่วิญญาณผัก และหันความสนใจทั้งหมดไปยังขนมเยลลี่หลากสีที่วางอยู่บนโต๊ะแทน เมื่อปัญหาลูกกินยากกลายเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกมาสักระยะ และคุณก็เริ่มเพลียกับปัญหาเรื้อรังนี้ วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากค่ะ

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2013/03/picky eater1.jpg ทำยังไงเมื่อลูกกินยาก?

ทำอย่างไร เมื่อลูกกินยาก

คุณไม่ใช่คนเดียวที่ประสบปัญหานี้หรอกค่ะ นี่เป็นปัญหาระดับโลกเลยทีเดียว เด็ก ๆ มักไม่ชอบกินผัก เจ้าตัวเล็กจะปฏิเสธอาหารทุกอย่างที่มีผักสีเขียวอยู่ เป็นเพราะสีเขียวเหรอ? หรือเพราะมันไม่อร่อย? รายการอาหารที่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมกินยังไม่จบแค่นั้น แต่บางครั้งยังพาลลามไปถึงปลา ไก่ต้ม ผลไม้ และอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต สถาบันแอบบ็อตได้ทำโพลสำรวจในกลุ่มคุณแม่ตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี จำนวน 214 คน ผลปรากฏว่า 40% ของคุณแม่ตัวอย่างคนต่างก็กำลังประสบปัญหาลูกกินยากนี้เช่นกัน

54.5% ของคุณแม่ตัวอย่างแก้ปัญหาโดยการพยายามเกลี้ยกล่อมให้ลูกกิน ในขณะที่อีก 27% จะให้ลูกกินอะไรก็ได้ที่ลูกอยากกิน ปัญหาระดับชาติเช่นนี้ เราจะแก้มันยังไงดี? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าคุณควรเปลี่ยนนิสัยการกินของลูกอย่างค่อยเป็นค่อยไป คุณควรจะเข้าใจธรรมชาติการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละเพศ ในแต่ละช่วงอายุ หรือแม้แต่ตามลักษณะทางพันธุกรรม พยายามให้ลูกกินของที่มีประโยชน์ แทนที่จะตามใจทุกครั้งที่ลูกเริ่มงอแง

พฤติกรรมการกินของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ต่อให้เป็นพี่น้องกันก็ตาม ลูกคนหนึ่งอาจจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่อีกคนกลับชอบเขี่ยอาหาร ถ้าปัญหาเริ่มเข้าขั้นวิกฤต เราขอแนะนำให้คุณปรึกษาโภชนากร

วิธีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ คือคุณควรตั้ง “กฎเวลาอาหาร” เช่น

  • อย่าให้มีอะไรมาขัดจังหวะเวลาอาหาร
  • ห้ามโมโห หรืออารมณ์เสียใส่ลูก
  • ป้อนข้าวลูก เพื่อกระตุ้นให้ลูกอยากกินมากขึ้น
  • กำหนดระยะเวลาอาหาร – เก็บอาหารทันทีที่หมดเวลา ไม่ว่าลูกจะกินไปมากน้อยแค่ไหนก็ตาม
  • ให้อาหารที่เหมาะสมกับอายุ
  • พยายามให้ลูกกินข้าวเอง
  • ปล่อยให้เลอะเทอะบ้าง อย่าถือผ้ากันเปื้อนหรือคอยเช็ดนู่นนี่ตลอดเวลา

เมื่อลูกกินยาก พ่อแม่มักกังวลว่าลูกจะได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือเรื่องผลทางจิตวิทยา

อ่านต่อเรื่องผลกระทบทางจิตวิทยาหน้าถัดไป >>>


ผู้เชี่ยวชาญจากโรงพยาบาลเด็กแห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สเตท ในสหรัฐฯ อธิบายว่าเด็กอาจเป็นโรคนีโอโฟเบียได้ โรคนีโอโฟเบีย หรือโรคกลัวสิ่งใหม่ ๆ อาจเกิดขึ้นกับเด็กเมื่อถูกบังคับให้กินอาหารชนิดใหม่ แม้จะมีปริมาณเพียงน้อยนิด ก็อาจทำให้เกิดความเครียดได้ แต่เมื่อผู้ปกครองไม่บังคับ ความเครียดนั้นก็จะหายไป ถ้าพ่อแม่บังคับให้เด็กกินอาหารนั้น เด็กจะเริ่มกรีดร้องโวยวาย และร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าจะเอาจานออกไป ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าถ้าอาหารชนิดใหม่นั้นเป็นสีบางสี เช่น สีเขียว ความกลัวนั้นก็อาจลามไปถึงอาหารชนิดอื่น ๆ ที่เป็นสีเขียวด้วย
แม้ลูกจะกรีดร้องโวยวายแค่ไหน ก็อย่าละความพยายาม ขอให้สม่ำเสมอ เด็กทุกคนชอบเรียกร้องความสนใจ ถ้าคุณให้เขากินขนมแทนข้าวทุกครั้งเพราะกลัวว่าเขาจะหิว มันก็จะเป็นการบ่มนิสัยเสียให้ลูกไปโดยอัตโนมัติ เด็กจะเรียนรู้ว่าทุกครั้งที่เขาปฏิเสธ เขาจะได้กินอาหารที่เขาชอบ เมื่อลูกเริ่มกรีดร้อง ให้หยุดสนใจเขาจนกว่าเขาจะหยุดร้อง อย่ากำหนดเวลา เพราะเด็กจะรู้ว่า รอสักพักคุณก็จะกลับมาสนใจเขาอีกรอบ

วิธีแก้ปัญหาลูกกินยากแบบอื่น ๆ

ถ้าปัญหานี้กำลังทำให้คุณเพลีย ขอให้คุณหายใจลึก ๆ แล้วลองวิธีที่เราจะแนะนำดังต่อไปนี้

  • อย่าให้ลูกกินขนม เพราะขนมระหว่างมื้ออาหารจะทำให้เด็กไม่อยากกินข้าว
  • เริ่มจากมื้อเล็ก ๆ
  • กินอาหารเหมือนลูก ทำให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่กินผัก เพราะมันเป็นอาหารเท่ ๆ ที่ผู้ใหญ่เขากินกัน
  • ทำให้การกินเป็นเรื่องสนุก ใครว่าการกินข้าวต้องน่าเบื่อ? ลองจัดจานให้เป็นรูปสัตว์ หรือตัวการ์ตูน เพื่อให้ดูน่ากิน
  • ซ่อนผักหรืออาหารที่ลูกเกลียดไว้ เช่นหั่นผักให้เป็นฝอย ๆ  ผสมกับข้าวต้ม
  • มีอาหารที่ลูกชอบอย่างน้อย 1 อย่างในแต่ละมื้อ
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการทำอาหาร พาลูกไปซูเปอร์มาร์เก็ต คลุกสลัด หรือจัดจาน
  • กำหนดมื้อพิเศษ 1 มื้อในแต่ละสัปดาห์ ให้ลูกได้เลือกว่าเขาอยากจะกินอะไรในมื้อนั้น
  • ใช้อาหารที่ลูกชอบหรือคุ้นเคยเป็นสะพานไว้แนะนำอาหารใหม่ ๆ
  • ใช้จาน ช้อน ส้อมสีสันสดใสที่ลูกชอบ
  • จัดหรือทำรูปร่างอาหารให้ดูน่ากิน
  • เปลี่ยนบรรยากาศการกิน โดยการพาไปกินหน้าบ้าน หรือในสวนหย่อมแถวบ้าน
  • อย่าละความพยายาม งานวิจัยชี้ว่าผู้ปกครองอาจต้องให้ลูกลองอาหารใหม่ ๆ อย่างน้อย 15 ครั้งกว่าเด็กจะยอมกินอาหารนั้น

พฤติกรรมเลือกกินเป็นปัญหาที่พบบ่อยในเด็ก ลองปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญถ้าคุณรู้สึกว่ามันยากเกินแก้

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!