ป่องแล้วยังต้องทำงานนะจ๊ะ ทำงานตอนท้อง ต้องสตรองต้องระวังแค่ไหน?

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

เป็นคุณแม่ยุคนี้ต้องสตรองค่ะ มีท้องก็ต้องแบกท้องไปทำงาน อย่างน้อยเพื่อให้รายได้กลายเป็นเงินเก็บเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระในครอบครัว และเพื่ออนาคตของลูกน้อยในท้องด้วย

ในยุคที่ค่าครองชีพไม่เหมือนก่อน ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ยังคงเลือก ทำงานตอนท้อง ไปเรื่อย ๆ จนถึงใกล้คลอด แต่ก็ยังต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและจำเป็นต้องดูแลตัวเองพิเศษด้วยนะคะ

ทำงานตอนท้อง ต้องสตรอง ต้องระวังแค่ไหน?

โดยในเรื่องนี้ แพทย์หญิงนาฎนภา ศรีขาว แผนกสูติ-นรีเวช ประจำโรงพยาบาลเปาโล-เมโมเรียล สมุทรปราการ ได้ให้คำแนะนำและวิธีปฏิบัติตัวกับคุณแม่ท้องที่ต้องไปทำงานว่า “สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ คือการไปฝากครรภ์ ไม่ว่าคุณแม่จะทำงานออฟฟิศหรืองานประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นการค้นหาภาวะความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ และเพื่อที่จะได้มีการเตรียมพร้อมรับมือดูแลสุขภาพทั้งคุณแม่และลูกได้อย่างถูกต้อง”

ทำงานตอนท้อง

ทั้งนี้อาชีพการงานของแม่ตั้งครรภ์แต่ละรายแตกต่างกัน ซึ่งจำเป็นต้องดูว่าลักษณะงานที่ทำนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้ง หรืออันตรายต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ ควรมีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานบางอย่างหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น

  • คุณแม่ที่ทำงานในออฟฟิศ ข้อควรระวังคือ ไม่ควรยืนนาน ๆ หรือเดินมากเกินไป เพราะการยืนนานจะทำให้คุณแม่รู้วึกปวดขาได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ร่างกายต้องรับน้ำหนักมากขึ้นจากภาวะการท้อง ส่วนการเดินมากเกินไป ก็อาจทำให้ปวดท้องได้ ควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ เช่น การเดินไปเดินมาสลับกับการนั่งพัก เพื่อช่วยทำให้คุณแม่รู้สึกสบายตัวมากขึ้น และควรอยู่ห่างหรือไม่ควรใช้เป็นเวลานานจากอุปกรณ์สำนักงานบางอย่าง เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร เนื่องจากผงถ่านคาร์บอนหรือรังสีที่แผ่ออกมาจะเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ได้
  • กรณีที่ต้องนั่งทำงาน ควรหาหมอนมาพิงไว้ที่หลังเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้า อาการปวดหลัง และหาเก้าอี้มารองเพื่อยกเท้าให้สูงขึ้น เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนกลับเข้าสู่หัวใจได้สะดวก ไม่ควรนั่งทำงานอยู่ในท่าเดิมนานเกินไป อย่างน้อยเมื่อทำงานครบ 2 ชั่วโมง ก็ควรหยุดพักประมาณ 15 นาที ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เพื่อให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย

ทำงานตอนท้อง

  • คุณแม่ที่ทำงานหนักหรือที่ต้องใช้แรง ถ้าหากเลี่ยงได้ก็ควรเปลี่ยนไปทำงานที่เบาลง และหาเวลาพักผ่อนให้มากกว่าตอนที่ไม่ได้ตั้งครรภ์
  • ในกรณีที่ต้องทำงานเป็นกะ โดยเฉพาะในตอนกลางคืนสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ควรปรึกษาหัวหน้างานหรือเจ้านายเพื่อเปลี่ยนมาทำงานในกะกลางวันแทน เนื่องจากในช่วงกลางคืนจะเป็นช่วงที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนเจริญเติบโตสำหรับทารก และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของคุณแม่ การได้นอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืนอย่างเต็มที่จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนท้อง ส่งผลดีต่อสุขภาพของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์

นอกจากลักษณะการทำงานแล้ว หลังกลับจากทำงานคุณแม่ควรให้ร่างกายตัวเองได้ผ่อนคลายสุด ๆ เช่น การได้แช่เท้าในน้ำอุ่น เพื่อบรรเทาอาการเมื่อยล้า จิบน้ำสะอาดหรือน้ำผลไม้ เวลานอนควรหาหมอนรองเพื่อยกขาให้สูง จะช่วยบรรเทาอาการขาบวมได้ดี และที่สำคัญต้องไม่เครียด เพราะความเครียดไม่ว่าจะสาเหตุจากเรื่องงาน ความกังวล ฯลฯ ก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้ทารกในครรภ์เติบโตได้ช้า ส่งผลต่ออารมณ์ลูก รวมถึงมีปัญหาทางด้านพัฒนาการสมองและพฤติกรรมในอนาคตได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณแม่ที่มีประวัติการแท้งบุตรง่ายหรือมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการแท้ง ควรรับคำปรึกษากับแพทย์ที่ฝากครรภ์ได้โดยตรง ซึ่งอาจจะต้องได้รับการพักผ่อนมากกว่าปกติหรือหยุดทำงานเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์.


ที่มา :

www.manager.co.th

www.medthai.com

บทความอื่นที่น่าสนใจ :

อาหารที่มีประโยชน์ต่อคนท้อง อะไรที่กินเพื่อลูกตอนท้องแล้วดี กินเลย!

นักวิจัยชี้ แม่เครียดตอนท้อง เป็นภัยเครียดที่ส่งผลต่อพฤติกรรมลูกในท้องสูง

การตั้งครรภ์ ข้อควรระวังของการตั้งครรภ์​ เตรียมตัวเป็นแม่