ทดสอบความรู้เกี่ยวกับเด็กทารกแรกเกิด

lead image

คุณมีความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเด็กทารกแรกเกิดมากน้อยแค่ไหน ลองทำแบบทดสอบนี้ดู

ทดสอบความรู้เกี่ยวกับเด็กทารกแรกเกิด

แบบทดสอบ

พ่อแม่ยุคนี้สามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กทารกแรกเกิดได้มากมายยิ่งกว่ายุคไหน ๆ แต่คุณมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากแค่ไหน? ลองหากระดาษปากกาเพื่อจดคำตอบ แล้วทำแบบทดสอบ 10 ข้อนี้ดู

1. เมื่อทารกอายุครบ 2 เดือน เด็กควรจะสามารถทำสิ่งใดต่อไปนี้?

ก. จดจ่ออยู่กับวัตถุซึ่งอยู่ห่างออกไป 2-3 ฟุต ได้

ข. ตอบสนองต่อสีโทนพาสเทลมากกว่าสิ่งที่มีลวดลายสีสันสดใส

ค. มองตามสิ่งของที่กำลังเคลื่อนไหว

ง. มือและสายตาเคลื่อนไหวประสานกัน

2. คุณควรทำอย่างไรหากทารกที่อ่อนกว่า 4 เดือนคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหล?

ก. ใช้ลูกยางดูดเมือกออกจากจมูก

ข. ใช้ยาพ่นจมูก

ค. ช่วยให้เด็กสั่งน้ำมูก

ง. ให้เด็กกินยาแอสไพริน

3. เมื่อคุณสงสัยว่าเด็กอาจติดเชื้อในหู คุณควรใช้ยาหยอดหู ถูกหรือผิด?

ก. ถูก

ข. ผิด

4. อาการใดต่อไปนี้ไม่ใช่อาการของภาวะโคลิค?

ก. ร้องไห้ไม่หยุด

ข. ง่วงนอนตลอดเวลา

ค. ท้องป่อง

ง. ระบายลม

5. เด็กแรกเกิดต้องมีอุณหภูมิร่างกายเท่าไหร่จึงจะถือว่าเป็นไข้?

ก. 37.5° เซลเซียส (99.6° ฟาเรนไฮต์)

ข. 37.8° เซลเซียส (100.2° ฟาเรนไฮต์)

ค. 38.5° เซลเซียส (101.4° ฟาเรนไฮต์)

ง. 39.4° เซลเซียส (103° ฟาเรนไฮต์)

ข้อ 6-10 หน้าถัดไป


6. คำกล่าวใดเกี่ยวกับวัคซีนต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง?

ก. ควรให้วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A เฉพาะกับเด็กที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น

ข. วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นอันตรายต่อเด็กที่แพ้ไข่

ค. ปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจำเป็นต้องฉีดเพียง 5 เข็มเท่านั้น (แทนที่จะต้องฉีดมากกว่า 12 ครั้ง) และมีผลข้างเคียงเล็กน้อย

ง. วัคซีนป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบขาดแคลน จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะกับเด็กที่เสี่ยงเป็นโรคปอดบวม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือดเท่านั้น

7. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้ช่วยป้องกันภาวะทารกเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน?

ก. ให้เด็กนอนในเปลที่ไม่มีเครื่องนอน เช่น หมอน ผ้าห่ม ที่กันกระแทก และตุ๊กตา จำนวนมาก

ข. ไม่ปล่อยให้เด็กห่างสายตาเมื่อเด็กนอนคว่ำ

ค. หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในที่ที่มีควันบุหรี่

ง. ปรับอุณหภูมิในห้องนอนของเด็กให้พอดี

8. อาหารชนิดใดต่อไปนี้อาจเป็นอันตรายต่อทารกหากทำเองที่บ้าน?

ก. ซอสแอปเปิ้ล

ข. แครอทบด

ค. ลูกแพร์บด

ง. ถั่วลันเตาบด

9. เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบมักเป็นภูมิแพ้ตามฤดูกาล ถูกหรือผิด?

ก. ถูก

ข. ผิด

10. คุณควรทำอย่างไรหากเด็กเป็นชันนะตุหรือหนังศีรษะเป็นเกล็ด ๆ?

ก. หลีกเลี่ยงการถูกระหม่อมเด็ก

ข. สระผมเด็กและแปรงเกล็ดบนหนังศีรษะออก

ค. หลีกเลี่ยงการสระผม

ง. ทาเบบี้ออยล์บนศีรษะของเด็ก

เฉลยหน้าถัดไป

เฉลย:

  1. ค. ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ หลังคลอด เด็กอาจยังไม่สามารถจดจ่อกับวัตถุที่เคลื่อนไหวไปมาตรงหน้าได้ แต่เด็กควรจะเริ่มจ้องตามได้หลังจาก 1-2 เดือน
  2. ก. การใช้ลูกยางดูดเมือกออกเป็นวิธีรักษาที่ดีที่สุด โดยเฉพาะก่อนให้นม หรือก่อนนอน ซึ่งเป็นเวลาที่อาการคัดจมูกจะทำให้เด็กไม่สบายตัวที่สุด บีบกระเปาะลูกยางแล้วค่อย ๆ สอดเข้าไปในจมูกของเด็ก และคลายที่บีบช้า ๆ แพทย์อาจให้น้ำเกลือมาหยอดจมูกร่วมด้วยเพื่อละลายน้ำมูก และทำให้ดูดออกได้ง่ายขึ้น
  3. ข. ถ้าคุณคิดว่าเด็กอาจมีอาการติดเชื้อในหู ซึ่งจะทำให้เด็กมีอาการหงุดหงิด โยเย นอนไม่หลับ ไม่กินอาหาร หรือมีไข้ คุณควรพาเด็กไปพบแพทย์ แพทย์อาจให้ยาฆ่าเชื้อหรือยาหยอดหูมาเพื่อลดอาการปวด
  4. ข. อาการร้องไห้ไม่หยุด ท้องป่อง ระบายลมอย่างต่อเนื่อง ทำท่าแอ่นหลัง หรือดึงทึ้งขา เป็นอาการของภาวะโคลิค ซึ่งเป็นภาวะที่ใช้เรียกเด็กที่ร้องไห้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่าสัปดาห์ละ 3 วัน อาการง่วงนอนนั้นไม่ใช่อาการของโคลิค เพราะเด็กที่มีอาการนี้มักจะโยเยจากความไม่สบายตัว
  5. ข. คุณต้องโทรหาแพทย์ทันทีหากเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน มีไข้ 37.8° หรือสูงกว่า ถ้าเด็กอายุ 3-6 เดือนมีไข้สูงกว่า 38° หรือเด็กอายุมากกว่า 6 เดือนมีไข้ถึง 39°
  6. ง. ในช่วงระหว่างสิงหาคม 2001 และพฤษภาคม 2003 มีการขาดแคลนวัคซีน PCV ซึ่งป้องกันโรคปอดบวม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด อีกทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของภาวะติดเชื้อในหู แพทย์จึงงดการให้วัคซีนตามปกติ แต่หลังจากนั้นก็มีการผลิตทดแทน และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
  7. ข. เด็กไม่ควรนอนคว่ำเด็ดขาด คุณควรจับให้เด็กนอนหงาย  แม้ว่าสาเหตุของภาวะทารกเสียชีวิตแบบเฉียบพลัน (SIDS) จะยังไม่แน่ชัด แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็ชี้ว่าเด็กที่นอนคว่ำมีโอกาสประสบปัญหามากกว่า
  8. ข. แครอท เช่นเดียวกับหัวบีต และผักโขม ซึ่งอาจมีสารประกอบไนเตรต ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดลดต่ำ (ภาวะเลือดจาง) ในเด็ก แต่อาหารเด็กอ่อนประเภทนี้ที่ซื้อจากร้านค้าจะไม่เป็นอันตรายเพราะผู้ผลิตสามารถลดปริมาณไนเตรตลง ซึ่งคุณไม่สามารถทำเองได้ที่บ้าน
  9. ก. เกสรดอกไม้บางชนิด มลภาวะ และสารอื่น ๆ ที่อยู่ในอากาศอาจทำให้เด็กระคายเคืองจนทำให้คันตา น้ำมูกไหล และจาม คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบสม่ำเสมอ
  10. ข. สำหรับโรคชันนะตุซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่ส่งผลต่อมน้ำมันใต้ผิวหนัง การสระผมอาจช่วยบรรเทาอาการได้ โดยปกติโรคชันนะตุมักจะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน ในบางกรณี คุณอาจต้องใช้ยาสระผมสูตรเฉพาะช่วย

 

คุณได้คะแนนเท่าไหร่?

9-10 : เราขอคารวะ! ขอให้คุณสนุกสนานกับการเลี้ยงเจ้าตัวเล็กในช่วงขวบปีแรก

6-8 : ใช้ได้ทีเดียว!  ลองหาหนังสือเกี่ยวกับเด็กแรกเกิดมาอ่านเพิ่มเติมสักนิด คุณก็จะกลายเป็นพ่อแม่มือโปรแล้วล่ะ

3-5 : เราแนะนำให้คุณลองอ่านหนังสือเกี่ยวกับเด็กตามช่วงอายุ หรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของเราก็ได้นะ

ต่ำกว่า 3 : นอกจากหนังสือและข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต คุณอาจจะลองคุยกับคุณหมอมากขึ้น คุณหมอจะช่วยไขข้อข้องใจให้คุณได้เป็นอย่างดี

ที่มา: Parents.com