ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างถูกวิธี

คุณแม่คนใดที่ต้องผ่าคลอดหรือคุณหมอแนะนำให้ผ่าคลอดก็ตาม มาดูกันค่ะว่า แผลผ่าคลอดนั้นมีกี่แบบ มีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร รวมถึงการดูแลรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น ติดตามอ่าน

ผ่าตัดคลอด, แผลผ่าคลอด, การดูแลแผลผ่าคลอด

ผ่าตัดคลอด, แผลผ่าคลอด, การดูแลแผลผ่าคลอด

ลักษณะของแผลผ่าคลอด

ผศ. นพ. เมธาพันธ์ กิจพรธีรนันท์ สูตินรีแพทย์ คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร  กล่าวถึงลักษณะของแผลผ่าตัดคลอดไว้ว่า

แผลผ่าตัดคลอด

1.การผ่าตัดแนวตั้ง

ปกติการผ่าคลอด จะต้องผ่าลงไปถึง 7 ชั้น โดยผ่าตัดเนื้อผ่านชั้นผิวหนัง จากนั้นก็ลงไปเจอไขมันใต้ผิวหนัง ตามด้วยเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มช่องท้อง ผนังเยื่อหุ้มมดลูก และกล้ามเนื้อมดลูกซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย การผ่าตัดแนวตั้งจะผ่าจากใต้สะดือลงมาถึงช่วงกลางหัวหน่าว ความยาวแผลประมาณ 10 เซนติเมตร การลงแผลแนวนี้จะผ่านเนื้อเยื่อหลายชั้น จนสามารถเข้าช่องท้องได้ง่าย การลงแผลแนวตั้งจะช่วยแหวกกล้ามเนื้อได้โดยไม่ฉีกขาด

ข้อดี

  • เป็นแนวแผลมาตรฐานสามารถผ่าตัดอวัยวะอื่นในช่องท้องได้ด้วย
  • ใช้เวลาในการผ่าตัดเพื่อเข้าสู่ช่องท้องได้เร็วกว่า เหมาะสมในรายที่ต้องการความเร่งด่วนในการคลอด
  • สามารถขยายแผลได้ง่ายหากมีกรณีจำเป็น
  • ผ่าตัดได้ง่ายสะดวกกว่า
  • สามารถช่วยคลอดทารกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะกรณีที่ทารกอยู่ผิดท่าหรือตัวใหญ่กว่าปกติ
  • มีภาวะแทรกซ้อนจากแผลผ่าตัดน้อยกว่าเช่นก้อนเลือดในผนังหน้าท้อง

ข้อเสีย

  • เจ็บแผลผ่าตัดมากกว่าเนื่องจากมีบาดแผลในแนวตั้ง ทำให้เวลาลุกขยับตัวยาก
  • ฟื้นตัวช้ากว่า
  • มีแผลเป็นมากกว่า
  • เห็นรอยแผลได้ชัดเจนไม่สามารถใส่เสื้อเปิดพุงได้

ผ่าตัดคลอด, แผลผ่าคลอด, การดูแลแผลผ่าคลอด

2.การผ่าคลอดแนวนอน หรือบิกินีไลน์

เมื่อเทียบกับแบบแรกแล้วจะดีกว่าตรงที่ แผลเป็นน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า เนื่องจาก หน้าท้องของแม่ท้องจะมีความหย่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น แพทย์ก็จะลงแผลแนวนอนเพื่อเปิดผิวหนังเข้าไปข้างใน เมื่อถึงบริเวณชั้นของกล้ามเนื้อ ก็จะเปลี่ยนไปลงแนวตั้งเหมือนปกติ วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ช้ำ และแผลบริเวณผิวหนังสวยกว่าแบบแนวตั้ง

ข้อดี

  • เจ็บแผลผ่าตัดน้อยกว่าเนื่องจากมีบาดแผลแนวนอนตามรอยพับของหน้าท้อง ทำให้เจ็บแผลน้อยกว่าเวลาขยับลุก
  • มีแผลเป็นน้อยกว่าเพราะลงมีดตามแนวของรอยพับผิวหนัง
  • สามารถปิดบังแผลได้ดีในกรณีที่ใส่เสื้อเปิดพุง

ข้อเสีย

  • ใช้เวลาในการผ่าตัดเข้าสู่ช่องท้องนานกว่า เหมาะสมกับการผ่าตัดคลอดที่ไม่เร่งด่วนมาก
  • ผ่าตัดได้ยากกว่าโดยเฉพาะกรณีที่มีพังผืดในช่องท้องร่วมด้วย
  • ช่วยคลอดทารกได้ยากกว่า เนื่องจากรอยแผลอยู่ต่ำ เพิ่มการใช้อุปกรณ์ช่วยคลอดศีรษะทารก
  • หากมีการผ่าตัดอื่นในช่องท้องร่วมด้วยจะทำได้ยากกว่า

จะเจ็บแผลผ่าคลอดนานหรือไม่

หลังผ่าตัดคลอด วันที่ 1 - 2 จะมีอาการเจ็บแผลและปวดมดลูกที่มีการหดรัดตัว และอาจจะรู้สึกปวดมากหน่อย เวลาที่ปวดมากถ้าให้แจ้งพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เพื่อขอยาระงับปวด พอวันที่ 3 ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มเคลื่อนไหวตัวได้เหมือนกับคุณแม่ที่คลอดทางช่องคลอดปกติ ส่วนอาการปวดจะต่อเนื่องไปถึงเมื่อไรนั้นมีความแตกต่างของแต่ละคน   หลังจากคลอดประมาณ 2 สัปดาห์ อาการปวดอย่างรุนแรงก็จะหายไปและดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังจากนั้นคุณแม่อาจจะรู้สึกคันที่แผลหรือวันที่สภาพอากาศไม่ดีอาจจะรู้สึกเจ็บแปลบๆ ก็ได้

ระยะเวลาที่แผลจะหาย

คุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดโดยส่วนใหญ่ จะฟื้นตัวได้ภายใน 24 ชั่วโมง และออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 3 วัน แต่ใช้เวลาประมาณ 6  สัปดาห์เพื่อให้รอยแผลจากการผ่าตัดคลอดหายดี ดังนั้น คุณแม่จะต้องได้รับความช่วยเหลือเป็นพิเศษเมื่อกลับไปพักฟื้นที่บ้านเพื่อที่จะได้พักผ่อนและใช้เวลาอยู่กับลูกน้อยได้อย่างเต็มที่

จะใช้เวลาประมาณ  2 - 4  สัปดาห์ แผลที่เย็บไว้จึงจะสมานเข้าด้วยกัน แต่ก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน อย่างไรก็ตาม แผลเย็บจะค่อยๆ สมานเข้าด้วยกันซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 - 12 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับลักษณะของการเย็บ   สิ่งสำคัญคือขอให้คุณแม่ดูแลความสะอาดของแผลเป็นอย่างดี เพื่อให้ร่างกายสมานแผลเข้าด้วยกันโดยไม่มีปัญหา เช่น ไม่เกิดการติดเชื้อ

อ่านต่อหน้าถัดไปได้เลยจ๊า

 

ผ่าตัดคลอด, แผลผ่าคลอด, การดูแลแผลผ่าคลอด

ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างถูกวิธี

1. หลังจากที่คุณหมอเปิดแผลผ่าคลอดแล้ว แผลสามารถถูกน้ำได้หลังผ่าตัดประมาณ  7  วัน รักษาความสะอาดและคอยดูแลให้แผลแห้ง ต้องระวังอย่าให้ผ้าอนามัยไปขูดสีกับแผลที่เย็บไว้ และควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ๆ เพื่อรักษาความสะอาดแผลผ่าคลอด และป้องกันการติดเชื้อ

2. ไม่ยกของหนักหรือทำกิจกรรมที่เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องมากจนเกินไป และควรอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพราะอากาศร้อนจะทำให้เหงื่อออกมากและเกิดการอับชื้นได้ค่ะ

3. การขยับตัวมากๆ จะไม่ส่งผลกระทบกับแผลหากการขยับนั้นไม่ทำให้แผลมีการยืดขยาย สังเกตง่าย ๆ คือ ขยับตัวได้เท่าที่ไม่รู้สึกเจ็บ หากเจ็บหรือรู้สึกตึง ๆ แสดงว่า แผลมีการยืดขยายออกแล้ว

4. การทาครีมซึ่งมีส่วนผสมของเสตียรอยด์อ่อน ๆ หรือครีมที่มีส่วนผสมของ วิตามินอี ก็สามารถช่วยลดการเกิดแผลเป็นได้ สำหรับคุณแม่ท่านไหนที่ให้นมลูกอยู่ก็ไม่ต้องกังวลใจไปว่าครีมที่ทาจะส่งผลต่อน้ำนม เพราะการทายาเป็นเพียงการใช้ยาภายนอก และเฉพาะที่ ไม่เหมือนการกินที่ตัวยาจะแทรกซึมไปทั่วร่างกาย

5. ในช่วง 3 เดือนแรก : ซึ่งมีโอกาสสูงที่แผลจะกลายเป็นคีลอยด์ คือ มีลักษณะหนา นูน สามารถป้องกันได้โดยไม่ยกของหนัก หรือยืดเหยียดแผลมากจนแผลตึงเกินไป การยืดเหยียดจนแผลตึงทำให้ร่างกายปรับสภาพตัวเอง เนื่องจากกลัวว่าแผลจะหลุด จึงสร้างเส้นใยคอลลาเจนหนาๆ เพื่อทำให้แผลแน่นขึ้น พอเส้นใยคอลลาเจนหนาเกินไปจึงกลายเป็นแผลนูนขึ้นมาเป็นแผลคีลอยด์ในที่สุด

ผ่าตัดคลอด, แผลผ่าคลอด, การดูแลแผลผ่าคลอด

คุณหมอฝากบอก  : ความเชื่อ VS ความจริง

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าหลังผ่าคลอด ห้ามกินไข่ นม ข้าวเหนียว เพราะจะทำให้แผลหายช้า ถือเป็นความเชื่อที่ผิด ความจริงแล้วสามารถกินได้ทุกอย่าง เนื่องจาก ร่างกายสึกหรอจากการผ่าตัด การกินไข่ นม ข้าวเหนียว ซึ่งเป็นอาหารมีโปรตีนจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสร้างน้ำนมให้กับลูกน้อยอีกด้วย

คุณหมอไขข้อสงสัย : ผ่าคลอดลูกคนแรกแล้วคนที่สองต้องผ่าอีกหรือไม่

รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  กล่าวถึง เรื่องนี้ว่า

ภายหลังการผ่าตัดคลอด มดลูกของคุณแม่จะมีแผลที่เกิดจากการผ่าตัดซึ่งจะทำให้มดลูกไม่แข็งแรง คล้ายแก้วที่เคยร้าวและใช้กาวเชื่อมติดไว้ เมื่อมีการตั้งท้องครั้งใหม่มดลูกของคุณแม่อาจแตกได้ตอนใกล้ ๆ คลอดหรือตอน เจ็บท้องคลอด  ดังนั้น คุณหมอส่วนมากจึงมักแนะนำให้คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้วรับการ ผ่าตัดคลอดซ้ำ โดยการผ่าตัดครั้งหลังนี้ไม่จำเป็นต้องรอให้คุณแม่เจ็บท้องก่อน

มีคุณแม่บางรายที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อน  และคุณหมอแนะนำให้คลอดทางช่องคลอดได้ รายเช่นนี้คุณหมอต้องพิจารณาปัจจัย ต่าง ๆ อย่างละเอียดว่า   ต้องไม่เสี่ยงต่อการแตกของมดลูก เช่น ลูกต้องตัวไม่ใหญ่มาก แม่มีแรงเบ่งดี  เป็นต้น ในขณะดูแลคุณแม่ตอนเจ็บท้องคลอดก็ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถดูแลคุณแม่อย่างดี มีอุปกรณ์ดูแลพร้อมเพรียงและถ้าจำเป็นสามารถผ่าตัดคลอดได้ทันทีเช่นกัน

ได้ทราบวิธี ดูแลแผลผ่าคลอดกันแล้วนะคะ  รวมทั้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่คิดว่าต้องห้ามอย่างไข่  นม  คุณหมอบอกว่าสามารถทานได้ค่ะ   แต่เชื่อว่าความกังวลเรื่องแผลผ่าคลอดของคุณแม่  คงไม่เท่ากับความชื่นใจและยินดีที่เจ้าตัวน้อยออกมาลืมตาดูโลกอย่างปลอดภัยแน่นอน  เป็นกำลังให้คุณแม่ทุกคนค่ะ

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.feelmom.com

http://www.pigeonlittlemomentsclub.com

http://oranan.blogspot.com

http://www.mamypoko.com

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ครอบครัวสู้ เมื่อลูกประสบภาวะหายใจเร็วชั่วคราวหลังผ่าคลอด

เพราะอะไร “การผ่าคลอด” จึงทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหอบหืด

TAP-ios-for-article-footer-with button