จูบมรณะ! เกือบคร่าชีวิตเด็กแรกเกิด

จูบมรณะ! เกือบคร่าชีวิตเด็กแรกเกิด

คุณแม่ลูกสี่ เกือบต้องเสียลูกสาวคนเล็กไป เพราะรอยจูบเพียงจูบเดียว จึงอยากเตือนพ่อแม่คนอื่น ๆ ให้ระวังให้ดี

แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากที่จะสัมผัส อยากที่จะกอดจูบเด็กแรกเกิดด้วยกันทั้งนั้น แต่หารู้ไม่ว่า ในบางครั้งความรักและความเอ็นดูก็อาจพรากลูกจากอกแม่ได้

ลีเน็ตต์ แคลร์ คุณแม่ลูกสี่วัย 35 ปีเล่าว่า เธอเกือบสูญเสียลูกสาวคนเล็กตอนเป็นเด็กแรกเกิดได้เพียงแค่ 5 วัน แค่เพียงเพราะจูบเพียงจูบเดียว

จูบ เด็กแรกเกิด

ลีเน็ตต์ เล่าว่า เมื่อสามปีก่อน หลังจากที่เธอพา โคลอี้ กลับไปบ้านได้ 5 วัน เธอต้องพาลูกสาวกลับไปโรงพยาบาลอีกครั้ง เนื่องจากมีไข้สูงมากถึง 42 องศาเซลเซียส มือเท้าเย็น เมื่อถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ได้นำ โคลอี้ เข้าห้องฉุกเฉินโดยทันที

จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงอาการของ โคลอี้ ก็เข้าขั้นวิกฤต แพทย์ต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด และบอกกับ ลีเน็ตต์ ว่า ให้เตรียมใจไว้ เพราะ โคลอี้ อาจอยู่ไม่รอดผ่านข้ามคืนนั้นไปได้

โชคดีที่ทีมแพทย์วินิจฉัยสามารถหาสาเหตุได้เร็วว่า โคลอี้ นั้นป่วยโรคสมองอักเสบ โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสเริม หรือเฮอร์ปี ซิมเพล็กซ์ไวรัส (HSV-1) ซึ่งทีมแพทย์เชื้อว่า เด็กได้รับเชื้อดังกล่าวมาจากการ "จูบ" และสัมผัสจากคนในครอบครัว หรือเพื่อนฝูงที่มาร่วมแสดงความยินดี

จูบ เด็กแรกเกิด

แพทย์จึงรีบให้ยาต้านไวรัสกับหนูน้อยในทันที โชคดีมากที่หนูน้อยตอบสนองกับยาที่รักษา โคลอี้ ต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 3 สัปดาห์กว่าจะหายเป็นปกติดี

"เมื่อแพทย์บอกว่า โคลอี้อาจไม่รอดในคืนนั้น ฉันรู้สึกใจสลายมันเหมือนฝันร้าย แต่โชคดีที่ทีมแพทย์ได้ข้อสรุปว่าต้องเกี่ยวข้องกับเริม จึงให้ยาฆ่าเชื้อต้านไวรัสได้ทันท่วงที ทำให้อาการของโคลอี้ดีขึ้น ฉันรู้สึกว่าโชคดีมากที่ตัดสินใจพาลูกไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อเห็นอาการผิด ปกติ เพราะหากรอจนถึงเช้า โคลอี้อาจไม่ได้มานั่งอยู่ตรงนี้ด้วยในวันนี้ พยาบาลผดุงครรภ์ไม่ได้เตือนเรื่องเริมเลย และฉันก็ไม่คิดว่ามันจะอันตรายถึงเพียงนี้ ฉันคิดว่าโรงพยาบาลควรมีการให้คำแนะนำและความรู้กับคุณแม่มือใหม่บ้าง" ลีเน็ตต์กล่าว

จูบ เด็กแรกเกิด

ปัจจุบันโคลอี้มีอายุได้ 3 ขวบแล้ว และถึงแม้ว่าเธอจะหายจากโรคดังกล่าว แต่ก็ตรวจพบว่า เธอมีภาวะศีรษะเล็กและสมองฝ่อ ซึ่งแพทย์เชื่อว่าเกี่ยวเนื่องจากไวรัสเฮอร์ปี และหนูน้อยก็ยังมีปัญหาในเรื่องการพูด รวมทั้งมีพัฒนาการค่อนข้างช้าเล็กน้อยหากเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน

คลิกเพื่ออ่านข้อมูลเกี่ยวกับโรคเริมได้ที่หน้าถัดไป

จูบ เด็กแรกเกิด

โรคเริมเกิดจากอะไร?

โรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ (Herpes simplex virus หรือ HSV) มี 2 ชนิด คือ ชนิด HSV-1 และ HSV-2 โดย HSV-1 มักก่อให้เกิดการติดเชื้อในช่องปากและริมฝีปาก HSV-2 มักก่อให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะเพศ ระบบประสาท และ โรคเริมชนิดแพร่กระจายทั่วร่างกายในทารกแรกเกิด แต่ทั้งนี้ HSV ทั้งสองชนิดอาจเป็นสาเหตุติดเชื้อกับเนื้อเยื่อส่วนไหนก็ได้เมื่อร่างกายมี ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำลง เช่น ที่เยื่อหุ้มสมอง สมอง ตา เป็นต้น

เด็กๆ ติดโรคเริมได้อย่างไร?

โรคเริมในเด็กแรกเกิดอาจติดจากคุณแม่ได้ตั้งแต่ ทารกอยู่ในครรภ์ แต่มีรายงานการเกิดน้อยมาก ทารกจะมีอาการผื่นหรือแผลเริม ตาอักเสบ และขนาดหัวเล็กกว่าปกติ ส่วนมากโรคเริมในเด็กแรกเกิดมักเกิดจากการติดเชื้อในช่วงระหว่างการคลอดทาง ช่องคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ

โรคเริมในเด็กที่โตกว่าวัยทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่มักติด โรคเริมจากการสัมผัสกับแผลที่เป็นโรค, น้ำลาย, หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย จึงเกิดเมื่อสัมผัสใกล้ชิด ใช้ของใช้หรือทานอาหารด้วยภาชนะร่วมกัน การจูบ การกิน ทางเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อจะแทรกเข้าทางเยื่อบุหรือผิวหนังที่ถลอกเป็นแผล

อาการของโรคเริมมีอะไรบ้าง?

อาการของโรคเริมมีได้หลายแบบ ทั้งโรคเริมที่ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปาก โรคเริมที่อวัยวะเพศ โรคเริมแบบแพร่กระจายทั่วตัว และโรคเริมในระบบประสาท เป็นต้น เมื่อเป็นโรคเริมครั้งแรกจะมีอาการรุนแรง แตกต่างจากอาการที่เป็นซ้ำครั้งต่อๆ มา ที่มักเป็นเพียงรอยอักเสบหรือถลอกเล็กน้อย และหายเร็วกว่า โดยเมื่อเป็นครั้งแรกแล้วเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในปมประสาท และเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เชื้อจะออกมาตามเส้นประสาทและเกิดโรคซ้ำที่ผิวหนังหรือเยื่อบุผิว
สำหรับบทความนี้จะเน้นที่โรคเริมที่ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปาก และโรคเริมแบบแพร่กระจายทั่วตัว ซึ่งพบในเด็กนะคะ

คลิกเพื่ออ่านอาการของโรคพร้อมวิธีรักษาและการป้องกันได้ที่หน้าถัดไปค่ะ

โรคเริมที่ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปากในเด็กมีอาการอย่างไร?

โรคเริมที่ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปากในเด็กมักจะเป็นครั้งแรกจึงมีอาการ มากคือ มีรอยบวมแดงบริเวณที่มีการติดเชื้อ ได้แก่ ริมฝีปากและเยื่อบุช่องปาก เกิดเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มๆ อย่างรวดเร็ว แตกเป็นแผล ปวด อาจมีต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้รอยโรคอักเสบและโตขึ้น บางคนอาจมีไข้ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว นำมาก่อน

โรคเริมแบบแพร่กระจายทั่วตัวมีอาการอย่างไร?

โรคเริมแบบแพร่กระจายทั่วตัวจะมีการติดเชื้อโรคแพร่กระจายไปยังอวัยวะ อื่นๆของร่างกาย เช่น ตับ ปอด และสมอง ทำให้มีอาการตับโต ตาเหลืองตัวเหลือง ปอดอักเสบ ซึม ชัก หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือไม่เสียชีวิตก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนของ ระบบประสาทและสมองอย่างรุนแรงได้ มักพบในทารกแรกเกิดที่ติดเชื้อโรคเริมซึ่งจะมีผื่นที่ผิวหนังและเยื่อบุ ตาอักเสบ และมีการติดเชื้อในระบบประสาท ร่วมด้วย
การติดเชื้อโรคเริมแบบแพร่กระจายนี้อาจเป็นได้ในเด็กวัยที่โตกว่าทารกแรก เกิดจนถึงผู้ใหญ่ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้เช่นกัน

คุณหมอวินิจฉัยโรคเริมได้อย่างไร?

คุณหมอวินิจฉัยโรคเริมได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย ซึ่งเข้าได้กับอาการดังกล่าวข้างต้น และการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่ง หรือ เนื้อเยื่อที่มีกาติดเชื้อ หรือเจาะเลือดเพื่อภูมิต้านทานต่อโรคนี้

การรักษาโรคเริมในเด็กทำได้อย่างไร?

คุณหมอรักษาโรคเริมในเด็กได้ด้วยการให้ยาต้านไวรัสเริม ซึ่งมียาหลายตัว และหลายรูปแบบ โดยคุณหมอจะพิจารณาให้ตามข้อบ่งชี้ในการรักษาและความรุนแรงของอาการที่เป็น ค่ะ

การป้องกันโรคเริมในเด็กทำได้อย่างไร มีวัคซีนหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคเริม ดังนั้นการป้องกันโรคเริมจึงทำได้โดย การไม่ให้เด็กสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นโรค และคุณแม่ที่ตั้งครรภ์หากเคยเป็นโรคเริมมาก่อน หรือมีอาการของโรคอยู่ ควรแจ้งให้คุณหมอที่ดูแลทราบด้วยนะคะ

ที่มา: ข่าวสด

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ:

อุทาหรณ์! โดนญาติเห่อทั้งอุ้มทั้งหอม ลูกป่วยติดเชื้อในกระแสเลือด

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อไปเยี่ยมพ่อแม่มือใหม่

TAP mobile app

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Muninth

app info
get app banner