ค่านิยม...ทำให้พ่อแม่ "รังแกลูก"

lead image

พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกฉลาด ดี และเก่ง แต่ด้วยค่านิยมต่าง ๆ ของคนเมือง ทำให้เด็กหลายคนโดนพ่อแม่รังแก โดยการถูกส่งไปเรียนพิเศษมากมาย ทั้งที่เป็นการเพิ่มทักษะ และการเรียนกวดวิชา

พ่อแม่รังแกฉัน, ค่านิยม...ทำให้พ่อแม่ "รังแกลูก"

ค่านิยม…ทำให้พ่อแม่ “รังแกลูก”

“นี่ลูกฉันสอบได้ที่ 1 ทุกเทอมเลย…แต่เดี๋ยวเทอมหน้าต้องให้อ่านเยอะกว่านี้ ยิ่งเรียนยิ่งยาก”
“แย่แล้ว…ลูกได้เกรด 3 ทำยังไงดีเนี่ย สงสัยต้องให้เรียนพิเศษเพิ่ม”
“ทำยังไงดีเนี่ย…ลูกสอบได้ไม่ถึงครึ่งซักที เรียนครบหมดวันจันทร์-อาทิตย์แล้วนะเนี่ย สงสัยต้องเพิ่มเวลา”

ข้อความเหล่านี้เป็นเสียงความกังวลของคนเป็น พ่อ แม่ ผู้ปกครองในปัจจุบัน ด้วยความเป็นครู ผู้บริหาร นักเขียนด้านพัฒนาการเด็กและเด็กภาวะพิเศษ และเป็นแม่คนหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ตอบคำถามข้อสงสัยของผู้ปกครองมายาวนานกว่า 16 ปี ทำให้สังเกตถึง “ค่านิยม” ที่สะท้อนออกมาจากคำถามของผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัย ทั้งของเด็กปกติหรือเด็กที่มีภาวะพิเศษ แม้ว่าเวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน แนวทางการศึกษาจะมีการปฏิรูปไปรอบแล้วรอบเล่า โรงเรียนทางเลือกและการศึกษาทางเลือกก็มีจำนวนมากขึ้น แต่คำถามยอดฮิตก็ยังวนเวียนอยู่กับเรื่อง “ผลการเรียน” ของลูก ๆ อยู่ดี

ปัจจุบันแนวคิดในเรื่องการศึกษาทั้งในฝั่งอเมริกาและฝั่งยุโรป รวมทั้งประเทศผู้นำในแถบอาเซียนได้ปรับรูปแบบการเรียนที่เน้นถึง “ทักษะชีวิต” ทักษะที่จะช่วยให้เด็กในยุคศตวรรศที่ 21 จะก้าวเข้าไปใช้ชีวิตจริงในโลกของการทำงาน และการดำเนินชีวิตกันมากขึ้น สำหรับประเทศไทยนักคิดและนักการศึกษาหลายท่านก็พยายามส่งเครื่องมือมาให้ ครู และผู้ปกครองไปปรับใช้แนวคิดเหล่านี้ แต่ด้วย “ค่านิยม” ที่ฝังรากลึกมายาวนานนี้เองทำให้แม้จะมีวิธีการ อุปกรณ์ หลักสูตร ฯลฯ สารพัดเครื่องมือมาเป็นตัวช่วย แต่ก็ไม่สามารถฝ่าด่านความคิดความเชื่อที่ติดอยู่นี้ไปได้ จนเกิดวงจรประหลาดขึ้นกับเด็กไทยจำนวนมากคือ

เบื่อ: จากการเรียนรู้ที่ซ้ำแต่ไม่สด เพราะเนื้อหาและวิธีการของครูและผู้ปกครองซ้ำซากจำเจ ไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการให้เหมาะกับความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก เพราะเด็กบางคนเรียนได้ดีถ้าได้ลงมือทำ เด็กบางคนทำได้ดีถ้าได้คิดต่อยอด เด็กบางคนทำได้ดีถ้าได้เห็นของจริง ฯลฯ ดังนั้นเพื่อให้ง่ายกับครูและพ่อแม่ การสอนจะกลับไปที่กระบวนการ อ่าน และนำมาสอบ

เครียด: จากปริมาณเนื้อหาหลักสูตรของเด็กๆในทุกวันนี้ โดยรวม ๆ มี 8 กลุ่ม 8 สาระวิชา, 20 วิชาเรียน, 67 มาตรฐาน นักเรียนจะเรียนวันละ 6-7 คาบ ใช้เวลาเรียนคาบละ 35 นาที และเรียนสัปดาห์ละ 35 คาบ แถมยังต้องเรียนกวดวิชาหลังเลิกเรียน หรือเรียนในวันหยุดอีกด้วย เรียกได้ว่าเด็ก ๆ ไม่มีเวลาอิสระที่จะได้ทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ อาทิ เล่นกีฬา กิจกรรมเพื่อสังคม  การพักผ่อนในสวน ฯลฯ เมื่อเวลาเร่งรัด การใช้เครื่องมือ IT มาช่วยผ่อนคลายความเครียด ก็กลายเป็นการสร้างความเครียดในระยะยาวให้กับทั้งเด็กและผู้ปกครอง เพราะการหยิบเครื่องมือมาใช้ “ง่ายและผ่อนคลาย” คนที่จะเครียดกว่าคือผู้ปกครอง เพราะเด็กจะอยู่ในสภาวะติดเกม ติดคอม และติดโทรศัพท์ค่ะ

ทุกข์: เมื่อการไปโรงเรียนไม่มีความสุข สภาวะที่ต้องแบกรับไว้ทั้งครอบครัวคือ “ความทุกข์” เพราะเมื่อเด็ก ๆ แสดงอาการเบื่อการเรียน  ผู้ปกครองก็แก้ปัญหาด้วยการเพิ่มจำนวน และเวลาในการ “เรียนพิเศษ” เมื่อเรียนพิเศษไปมาก ๆ ในสมองน้อย ๆของลูกเต็มไปด้วยเนื้อหาที่อัดแน่น ความเครียดก็เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนจนเกิดภาวะ “สมองบวม” จากนั้นเด็ก ๆ แทนสัญลักษณ์สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ อาทิ โรงเรียน ครู หนังสือ ฯลฯ รวมเรียกว่าเป็น “ความทุกข์” สิ่งที่จะเกิดตามมาเมื่อไปใช้ชีวิตในช่วงที่เป็นผู้ใหญ่คือ “ขาดแรงจูงใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน” ซึ่งเป็นทักษะสำคัญมากในโลกของการทำงาน ที่จะมีเทคนิควิธีใหม่ ๆ มาใช้เสมอ ๆ โอกาสทางความก้าวหน้าของลูกจึงต่ำถึงต่ำมาก เมื่ออยู่ในภาวะนี้ค่ะ

เมื่อพ่อแม่ ผู้ปกครองได้ทราบว่า ปัญหาจากการใช้แนวคิดเดิม ๆ จะส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นแล้ว ทุกท่านควรจะยอมที่จะค่อย ๆ ปรับ “ค่านิยม” ในตัวเองใหม่เพื่อคนที่คุณรักที่สุดก็เป็นได้นะคะ

โดย ครูป๋วย

เลี้ยงลูกไม่ให้เป็นซุปเปอร์แมน

10 กลยุทธ์ประหยัดเงินเวลาซื้อของเข้าบ้าน

ซิลเวอร์สปูน การ์ตูนว่าด้วยปศุสัตว์ ความเป็นจริงและวัยรุ่น