คุณแม่สุดเฮี้ยบโต้คำวิจารณ์ของชาวเน็ตหลังโพสต์ตารางเรียนแน่นเอี้ยดของลูก

lead image

ชีวิตในแต่ละวันของเด็กชายชาวจีนวัยเก้าขวบ ซึ่งเป็นลูกของนางหลิว เริ่มขึ้นเมื่อเขาต้องตื่นนอนตอนตีห้า พอหกโมงเช้าก็อ่านวรรณกรรมจีน หลังจากนั้นจึงเตรียมตัวไปโรงเรียน เมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น เด็กชายคนนี้ต้องทำการบ้านและยังต้องทบทวนบทเรียนต่อไปอีกจนถึงสี่ทุ่ม ย่างเข้าห้าทุ่มเขาถึงจะได้เข้านอน

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เขามีเรียนเปียโน เขียนพู่กันจีน เทควันโด ว่ายน้ำ หมากล้อม เต้นละติน และฝึกทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์เพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิก นอกจากนี้เขายังต้องเรียนภาษาอังกฤษทุกคืนวันเสาร์และวันอาทิตย์ด้วย เขาได้รับอนุญาตให้พักดูรายการข่าวได้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงทุกวัน

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/03/ตารางสอน.jpg คุณแม่สุดเฮี้ยบโต้คำวิจารณ์ของชาวเน็ตหลังโพสต์ตารางเรียนแน่นเอี้ยดของลูก

นางหลิวผู้ภาคภูมิใจในตัวลูกชายได้โพสต์ตารางเรียนของลูกบนอินเตอร์เน็ต และหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ชาวเน็ตก็แห่กันวิพากษ์วิจารณ์วิธีการเลี้ยงลูกของคุณแม่สุดเฮี้ยบรายนี้

แม้จะมีชาวเน็ตบางคนเห็นด้วยกับวิธีการของนางหลิว โดยบอกว่าเด็กที่ตั้งใจเรียนขนาดนี้ คงไม่เถียงผู้ใหญ่ฉอดๆ เป็นแน่ แต่ความเห็นส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปในแง่ลบ เช่นว่า “แม่โรคจิตแบบนี้ต้องไปบำบัดที่โรงพยาบาลแล้ว” หรือ “เคี่ยวเข็นลูกเพื่อให้ตัวเองได้หน้าเท่านั้นแหละ” และ “นี่คือความน่าอนาถใจของการศึกษาสมัยใหม่ในจีน”

นางหลิวเองจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานศึกษาชั้นนำของจีน เธอกล่าวว่า “การสอนให้เด็กรู้จักเวลาและมีวินัยในตนเองเป็นเรื่องสำคัญ ความจริงแล้วฉันก็โตมาแบบนี้ พ่อฉันเป็นทหาร พ่อเลี้ยงฉันมาแบบนี้”

ต่อคำวิพากษ์ของชาวเน็ต เธอโต้ว่า “บางคนก็หาว่าฉันโรคจิต” เธอบอกผู้สื่อข่าว “แต่ฉันคุยกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งแล้ว ทุกคนเห็นตรงกันว่าเรียนอย่างนี้ปกติออก”

นางหลิวยังเสริมด้วยว่า “ถ้าอยากให้ชีวิตสุขสบายในอนาคต ก็ควรรู้จักลำบากเสียตั้งแต่ยังเด็กนะคะ พ่อเคยบอกฉันว่าเด็กมีหน้าที่เรียนเท่านั้น ไม่อย่างนั้นสังคมจะเขี่ยพวกเขาทิ้ง”

ส่วนคำวิจารณ์ที่ว่าเธอทำให้ลูกต้องอดนอน เธอตอบว่า “ที่จริงหกชั่วโมงนี่กำลังดีแล้วค่ะ เขาไม่เคยเผลอหลับในห้องเรียนเลย ถ้าเขาสอบได้คะแนนดี เราก็ให้วันหยุดเขาเป็นรางวัล”

ที่มา : www.ph.theasianparent.com

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :
20 ประเทศ ที่มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกปี 2015-2016
ทำอย่างไรให้ลูกเรียนเก่ง?