คิดว่าลูกแค่ล้ม แต่พบเป็นเลือดคั่งในสมองเกือบจะสาย

คิดว่าลูกแค่ล้ม แต่พบเป็นเลือดคั่งในสมองเกือบจะสาย

แม่เกือบใจสลาย เพราะคิดว่าลูกล้มไม่เป็นไร แต่กลับตรวจพบว่าเลือดคั่งในสมองลูก เกือบจะสายเกินไป

คิดว่าลูกแค่ล้ม แต่พบเป็นเลือดคั่งในสมองเกือบจะสาย

อุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิด ยิ่งหัวอกคนเป็นแม่ที่แสนรักแสนจะห่วงลูกน้อย ทั้งปกป้องและป้องกันทุกวิถีทาง ก็ยังหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้ยาก แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุแล้ว แม่พาลูกไปตรวจเช็คร่างกายอย่างละเอียดหรือไม่

 

จากประสบการณ์ของคุณแม่ Kim ได้ถูกกระแสโซเชียลแชร์เรื่องราวนี้ผ่านเฟสบุ๊กกันอย่างล้นหลาม เป็นเรื่องราวของลูกชายเธอ Liam ที่ตกจากรถสกู๊ตเตอร์ แล้วล้มหัวกระแทกบริเวณทางเท้า

 

ตอนที่เกิดอุบัติเหตุหัวของ Liam ก็ปูดโนในทันที เขามีอาการมึนงง และไม่มีเรี่ยวแรง ตอนที่แม่ของเขาพยายามพยุงขึ้นมา แต่แล้ว Liam ก็ลุกขึ้นเดินกลับไปที่รถ แล้วบอกแม่ว่าไม่ต้องมาจับตัวเขา

 

หลังจากเกิดอุบัติเหตุขึ้น Kim ก็โทรศัพท์ไปขอคำปรึกษาว่าต้องสังเกตอาการอย่างไรบ้าง ถ้าลูกมีอาการผิดปกติบางอย่างต้องจัดการอย่างไร และต้องโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือได้จากที่ไหน คืนวันนั้นราวๆ 1 ทุ่ม ลูกชายของเธอก็มีอาการผิดปกติบางอย่าง จึงพากันไปโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการเป็นเวลา 6 ชั่วโมง

 

"พวกเขาบอกว่าลูกไม่จำเป็นต้องสแกน เพราะดูไม่ได้มีอาการป่วยอะไรในตอนนี้ และเด็กๆ ก็มักจะหกล้มหัวกระแทกกันเป็นเรื่องธรรมดา พวกเราจึงตัดสินใจกลับมาบ้าน" Kim เล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้น แล้วบอกต่ออีกว่า "วันต่อมา ลูกก็ปกติดี ลูกเล่น กินและดื่ม ได้เหมือนเดิม เหมือนไม่เคยเกิดอุบัติเหตุนั้นขึ้น แล้วหัวที่เคยปูดก็หายไปแล้ว"

 

แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นในวันถัดมา Liam ตื่นตั้งแต่ตี 2 แล้วบ่นว่าปวดหัว ทางโรงพยาบาลแนะนำว่า หาก Liam อาการแย่ลงก็ให้รีบมาโรงพยาบาล... ในที่สุด Liam ก็ถูกสแกนสมอง แล้วสิ่งที่พบทำให้ Kim ต้องช็อคเมื่อรู้ว่า ลูกชายของตัวเองเกิดอาการเลือดคั่งในสมอง

 

จากเหตุการณ์หกล้มหัวกระแทกของเด็กชายคนหนึ่ง กลับเกิดเป็นอันตรายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทางโรงพยาบาลระดมคนเพื่อมาช่วยชีวิต Liam มีวิสัญญีแพทย์ 3 คน กุมารแพทย์ 3 คน หมอด้านประสาทวิทยา 2 คน และนางพยาบาล 5 คน พร้อมทั้งเตรียมคนขับรถพยาบาลไว้ถึง 2 คน ในกรณีฉุกเฉินต้องย้ายโรงพยาบาล

 

อุบัติเหตุในครั้งนี้ทำให้ Liam เป็น hysterical รอบตัวเขามีสายยางห้อยระโยงระยางไปทั่ว ทั้งที่มือ 2 ข้าง และที่เท้าด้วย จากนั้นทางโรงพยาบาลก็เตรียมการผ่าตัดศีรษะแบบ Craniotomy (เปิดกระโหลกศีรษะเพื่อนำเลือดออกจากสมอง) โดยใช้เวลานาน 2 ชั่วโมง ในการผ่าตัด โชคดีที่การผ่าตัดเป็นไปได้อย่างดี Liam ปลอดภัย และกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้ง

 

แม้ว่าเหตุการณ์ของ Liam จะจบลงอย่างมีความสุข แต่ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะปลอดภัยเช่นนี้ Kim จึงตัดสินใจแชร์เรื่องราวของลูกชายเธอ ให้พ่อแม่ที่ได้อ่านบังคับลูกๆ สวมหมวกกันน็อกทุกครั้งที่เล่นเครื่องเล่น ขี่จักรยาน หรือสกู๊ตเตอร์ เพื่อความปลอดภัยของเด็กทุกคน

 

อาการผิดปกติและสัญญาณบ่งบอกว่าเกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะ

การบาดเจ็บทางสมองไม่เหมือนกับการบาดเจ็บส่วนอื่นๆ ของร่างกายที่มองเห็นด้วยตา และส่งผลในทันที แต่บางครั้งการบาดเจ็บของสมองใช้เวลาหลายวันถึงสัปดาห์กว่าจะออกอาการ ทั้งยังซับซ้อนขึ้นไปอีกเมื่ออาการที่เกิดนั้นเกิดกับเด็ก เพราะเด็กไม่สามารถอธิบายถึงความเจ็บปวดได้ละเอียดเท่ากับผู้ใหญ่ กว่าจะรู้ว่าเกิดอันตรายก็อาจจะสายเกินแก้ เราจึงรวบรวมวิธีสังเกตอาการลูกน้อยว่ามีความผิดปกติหรือไม่มาบอกกัน

1.พฤติกรรมการกินที่แปลกไป
2.ร้องไห้นานผิดปกติและไม่ยอมหยุดร้อง
3.ลูกดูหงุดหงิดไม่สบายตัว
4.ไม่ค่อยมีสมาธิ
5.พฤติกรรมการนอนเปลี่ยนไป ดูเศร้าซึมอยู่บ่อยๆ
6.ไม่สนใจของเล่นชิ้นโปรด และไม่ไปเล่นกิจกรรมที่ชอบ

 

นอกจากนี้ พ่อแม่ต้องใส่ใจพาลูกไปพบแพทย์บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือลูกมีพฤติกรรมที่แปลกไป เพราะเรื่องที่พ่อแม่คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจส่งผลร้ายให้ต้องเสียใจภายหลัง

 

ที่มา : sg.theasianparent.com

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

แชร์กระหน่ำ! แม่ใจสลายน้ำร้อนลวกลูกวัยหัดเดิน

ช็อค ลูกเล่นสไลเดอร์ลงมาพร้อมรอยเลือด

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Tulya

app info
get app banner