“ลูกจ๋าแม่ขอโทษ” คำสารภาพจากปากคุณแม่ขี้โมโหที่เผลอทำร้ายจิตใจลูกบ่อยๆ

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

พวกเราพ่อแม่ต่างก็อยากที่จะปกป้องลูก จากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น แต่เราเองก็ลืมไปว่าการพยายามปกป้องของเราเองนี่แหละที่กำลังทำอันตรายให้กับลูก

คำสารภาพจากปากคุณแม่ขี้โมโห

คำสารภาพจากปากคุณแม่ขี้โมโห หรือฉันยังไม่ดีพอที่จะเป็นแม่

ถึงลูกสุดที่รักของแม่…

แม่มีสิ่งสำคัญที่จะบอกให้ลูกได้รู้  แม่ขอโทษ…

ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ก็ตามที่หนูทำผิดแม้จะเพียงเล็กน้อย ก็มักจะโดนแม่ต่อว่าและสั่งสอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่ทำน้ำหก หรือใหญ่โตขึ้นมาหน่อยคือแอบเอาลิปติกแท่งโปรดของแม่มาเล่นจนเสียหาย ทุกครั้งไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ แม่เองเรียกร้องให้ลูกกล่าวคำขอโทษเสมอ  โดยที่ไม่เคยได้มองกลับไปที่ตัวเองเลยว่า ที่ผ่านมาทำผิดตั้งมากมาย แต่ก็ไม่เคยคิดแม้แต่ที่จะปริปากขอโทษลูก

มาถึงตอนตอนนี้ แม่อยากจะพูดคำขอโทษจากใจ “ลูกจ๋าแม่ขอโทษ”  

ขอโทษที่… แม่เป็นแม่ขี้โมโห

ขอโทษที่…เป็นแม่อารมณ์ร้าย

ขอโทษที่… เข้มงวด ดุเกินกว่าเหตุ ความอดทนต่ำ

ขอโทษที่… ฉุดกระชากแขนเล็กๆ ของลูกในที่สาธารณะโดยที่ไม่ได้ยั้งคิดก่อนว่าลูกจะเจ็บไหม

ขอโทษที่… ตะโกนใส่หน้าด้วยอารมณ์ร้ายๆ โดยไม่นึกถึงจิตใจของลูก 

แม่ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ดี…

บ่ายวันหนึ่ง เป็นวันที่แม่อารมณ์ดีที่สุดในโลกแม่จำได้  เราเดินช็อปปิ้งกันอยู่ในห้างสรรพสินค้า  ตัวลูกเองก็เล่นซนตามประสาลูก และกระโดดโลดเต้นวนเวียนสลับไปมา และไม่นานลูกก็พลาดจนได้ และหกล้มลงอย่างไม่เป็นท่า  ด้วยความเป็นแม่ขี้โมโหของแม่นั้น ก็ไม่รอช้าตะโดนด้วยอารมณ์สุดแรงว่า  “นี่!!! บอกแล้วใช่มั๊ยว่าให้เดินดีๆ เห็นมั๊ยล้มจนได้!!!”  พร้อมกับกระชากแขนลูกอย่างแรงให้ลุกขึ้น 

และไม่นานหลังจากนั้นที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ สิ่งที่ทำให้แม่อารมณ์แบบแม่ยิ่งร้ายขึ้นไปอีกก็คือ ลูกหยิบตุ๊กตาแก้วบัลเลขึ้นมาเพื่อที่จะโชว์แม่ แต่ทันใดนั้นเองลูกก้ทำมันหล่นพื้น และแตกเสียหาย แม่ต้องจ่ายค่าของที่เสียหายด้วยอารมณ์ไม่สู้ดี และดุลูกด้วยอารมณ์เช่นเคยต่อหน้าพนักงานที่ร้านว่า  “ก็บอกแล้วไงไม่ให้แตะต้องอะไรที่ไม่ใช่ของตัวเอง ทำไมยังทำอีก!!!”

คำสารภาพจากปากคุณแม่ขี้โมโห

แต่เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น… แม่ต้องโกรธซ้ำซากและโมโหอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 3 คราวนี้เกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังกินข้าวเย็นกันอยู่ในร้านอาหาร ลูกกำลังเล่นสนุกกับบทสมมติว่าเป็นเจ้าหญิง หยิบแก้วขึ้นจิบน้ำแบบไม่ระวังว่าจะหล่นและทำน้ำหก และก็นั่นแหละลูกก็พลาดอีกจนได้ น้ำหกเลอะอย่างที่คาดไว้ และลูกก็ทำหน้าเศร้าสารภาพกับแม่เบาๆ ว่า

“แม่จ๋าหนูทำน้ำหก” 

“แม่บอกแล้วใช่มั๊ยก็ให้ถือแก้วดีๆ  เห็นหรือยังทีนี้ว่ามันหกเลอะเทอะ โอ๊ย!” 

แม่ไม่แยแสสักนิด และไม่คิดจะพยายามทำความเข้าใจกับอะไรแย่ๆ ที่ลูกทำทั้งสิ้น คิดแค่ว่าอย่าทำแบบนั้นอีก แต่ลูกรู้มั๊ย ทุกครั้งหลังคำดุด่าที่เฉียบขาดของแม่ แม่เห็นสีหน้าหม่นเศร้า ของลูกอย่างชัดเจน

เมื่อเรากลับถึงบ้าน แม่ยังคงโมโหและเหนื่อยล้า และขี้เกียจเกินกว่าจะทำสิ่งใดๆ แต่ลูกก็ยังเป็นลูกที่ร่าเริงอยู่เสมอ ไม่ว่าวันนี้ ทั้งวันเราจะผ่านอะไรมาก็ตาม เสียงใสแจ๋ว ของลูก พูดอย่างร่าเริงว่า “เย้ถึงบ้านแล้ว” ในขณะที่แม่เพลียเกินกว่าที่จะทำสิ่งใดๆ ได้แต่ทิ้งตัวลงบนเตียงเงียบไม่พูด ไม่จาอันใด

และในเวลานั้นสิ่งที่แม่ต้องการที่สุดคือการอยู่ให้ห่างจากลูก อยู่เงียบๆ โดยที่้ไม่มีความวุ่นวายที่เจอมาทั้งวันมาคอยรบกวนอีก แต่ไม่นานหลังจากนั้น สิ่งที่แม่พยายามอยู่ห่างๆ กลับมาทิ้งตัวลงนอนอยู่ข้างๆ แม่ ยิ้มกว้างให้แม่อย่างร่าเริงและยังคงต้องการที่จะอยู่ใกล้ๆ ทั้งที่วันนี้ทั้งวันลูกโดนดุด่า มากเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหว  ทุกความเหนื่อยล้า เบื่อหน่ายและหม่นเศร้าจางหายไปในวินาทีนั้นที่ลูกยิ้ม แม่ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร แต่แม่ดีใจและขอบคุณที่วันนี้แม่มีลูกอยู่ข้างๆ เด็กตัวน้อยๆ คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรจะทำลายความสดใสและบริสุทธิ์แบบเด็กๆ ได้ วินาทีนั้นเองแม่ก็ได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่แม่ควรจะอยู่ห่างๆ และเว้นระยะ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำกับลูก แต่เป็นสิ่งที่แม่ควรจะทำกับตัวเองต่างหาก

ลูกจ๋า… แม่ไม่อยากเป็นแม่แบบนั้นอีกแล้ว 

แม่ที่เอะอะก็ โมโห โวยวาย อารมณ์ร้ายและพร้อมจะดุด่าตลอดเวลาเมื่อลูกทำผิด  

แม่ไม่อยากเป็นแม่ที่ยัดเยียดให้ลูกยอมรับ ในด้านที่ไม่ดีของแม่ ในแบบนี้ที่ไม่ดีกับลูก 

แม่จะเรียนรู้และปรับปรุงตัวเองใหม่ และเปิดใจยอมรับในตัวลูกของแม่ให้ได้เสมอว่า หนูยังเป็นแค่เด็กเล็กๆ คนหนึ่ง อายุ 4  ขวบ  ด้วยวัยเพียงเท่านี้เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องทำสิ่งผิดพลาดและไม่ถูกใจในสายตาของแม่อยู่ตลอดเวลา

หนูเป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่า อันไหนคือสิ่งที่ดี ที่ใช่ และอันไหนคือสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจจะอันตรายและเสียหายได้  แม่จะมองด้วยใจว่าทุกๆ สิ่งที่ลูกทำมันคือการเรียนรู้ หากไม่เกิดความผิดพลาดหรือการล้มเหลว เด็กคนหนึ่งก็คงไม่ได้เรียนรู้ซึ่งสิ่งใดๆ

ถึงทุกคนที่เป็นพ่อแม่…

พวกเราพ่อแม่ต่างก็อยากที่จะปกป้องลูก จากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอันตรายด้วยกันทั้งนั้น แต่เราเองก็ลืมไปว่าการพยายามปกป้องของเราเองนี่แหละที่กำลังทำอันตรายให้กับลูกด้วยการไม่ปล่อยให้เค้าเรียนรู้สิ่งใดๆ ในแบบของเค้าเลย

ความเป็นคนขี้โมโหของแม่อย่างฉันแม้จะมาจากพื้นฐานของเจตนาที่ดีที่มีต่อตัวลูก แต่สิ่งที่แม่ดีๆ คนหนึ่งพึงจะต้องเรียนรู้ก็คือ การหัดทำตัวให้เป็นแม่ที่สบายๆ มองข้ามเรื่องบางเรื่องไปบ้าง และเมื่อไหร่ก็ตามที่ลูกทำผิดพลาด สามคำแรกที่แม่คนหนึ่งควรจะเปล่งออกจากปาก

คงไม่ใช่คำว่า           “บอกแล้วใช่มั๊ย!!!”  

มันควรจะเป็นคำว่า “ลูกจ๋าเป็นอะไรมั๊ย”

และตอนนี้แม่ขี้โมโหอย่างฉันคนนี้ มีสามคำที่อยากจะบอกกับลูกว่า

“ลูกจ๋าแม่ขอโทษ”

และไม่ว่าอะไรจะเกิดก็ตาม เรื่องแย่ๆ หรือเหตุการณ์หนักๆ ของลูกที่แม่คิดว่าเกินกว่าจะรับมือได้ แต่แม่อยากบอกให้ลูกรู้ จากหัวใจและจิตวิญญาณของคนเป็นแม่คนหนึ่งว่า

“ลูกจ๋าแม่รักลูก”

 

ที่มา : theAsianParent Singapore

บทความเกี่ยวข้อง

คุณแม่ขี้เหวี่ยง – ขึ้นเสียงใส่ลูกจะส่งผลเสียอย่างไร? 

วิจัยชี้ยิ่ง ตะคอกลูก ระเบิดลงใส่ลูก ผลเสียเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์นี่แหละจะทำให้ลูกมีปัญหา 

 

การเลี้ยงดูเด็กวัยเตาะแตะ การเลี้ยงดูเด็กวัยเรียน ชีวิตครอบครัว โรงเรียนพ่อแม่