ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

lead image

มีหลายเรื่องที่เชื่อกันผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก เรามาดูกันดีกว่าว่าความจริงเบื้องหลังความเชื่อเหล่านี้มีอะไรบ้าง และเราจะป้องกัน (ทั้งตัวเองและคนที่เรารัก) ไม่ให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2014/10/cervical cancer.jpg ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งปากมดลูกแต่ละระยะ

ก่อนที่จะเริ่มต้น เรามาดูความเป็นจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับมะเร็งกันก่อน

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือ อุบัติเหตุ และ โรคหัวใจ สำหรับมะเร็งในสตรีไทยนั้น มะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก

ฟังดูน่ากลัวใช่รึเปล่า? 

แต่อันที่จริงมะเร็งปากมดลูกป้องกันได้และสามารถรักษาให้หายได้ ถ้าได้รับการรักษาในช่วงระยะก่อนเป็นมะเร็งปากมดลูก

ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามอย่างมากในการเพิ่มความตระหนักรับรู้ในสังคมเกี่ยวกับเรื่องมะเร็งปากมดลูกและวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ซึ่งรวมถึงการแก้ไขความเชื่อผิด ๆ เรื่องมะเร็งปากมดลูกเพื่อช่วยให้ผู้หญิงและคนเป็นพ่อแม่ได้เข้าใจวิธีการป้องกันมะเร็งปากมดลูกที่ถูกต้อง

 

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องมะเร็งปากมดลูกและความจริงที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อมีอะไรบ้าง

 src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2014/10/woman smile point finger think.jpg ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 1 มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่คนไม่ค่อยเป็นกัน ดังนั้นฉันจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูกง่าย ๆ หรอก

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงทั่วโลก โดยมีการตรวจพบใหม่ราว 500,000 รายแต่ละปี และมีผู้เสียชีวิตเพราะมะเร็งปากมดลูกราว 270,000 รายทุกปี ย้ำอีกครั้งว่าสำหรับมะเร็งในสตรีไทยนั้น มะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดคือมะเร็งปากมดลูก จากรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุด คือ คุณควรทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นมะเร็งปากมดลูก

 

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 2 ฉันไม่มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เพราะไม่มีใครในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคนี้

ยังคงมีผู้หญิงบางส่วนทั่วโลกที่ไม่ยอมไปตรวจมะเร็งปากมดลูก เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงเนื่องจากในครอบครัวไม่มีใครมีประวัติเป็นโรคนี้

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงเกือบทั้งหมดที่พบว่าเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นก็ไม่ได้มีประวัติว่ามีใครในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้มาก่อน สาเหตุที่เป็นกันได้ก็เพราะการติดเชื้อไวรัสที่เรียกกันว่า Human Papilloma Virus หรือ HPV

 

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 3 การเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน

ปกติแล้วไวรัส HPV แพร่ได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนและติดต่อกันได้ทางบริเวณอวัยวะเพศ และผู้หญิงที่มีคู่นอนหลายคนก็เสี่ยงติดเชื้อ HPV ได้มากว่าหนึ่งชนิดด้วย

อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่มีคู่นอนเพียงแค่คนเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อ HPV ด้วยหากคู่นอนของตนคนนั้นมีคู่นอนอีกหลายคน

อ่านต่อหน้าถัดไป >>>

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2014/10/cramp stomach belly ache.jpg ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูก

ปวดท้องน้อยอาจเป็นอาการของมะเร็งปากมดลูก

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 4 ฉันสบายดี ฉันไม่ได้ติดเชื้อ HPV

การติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณบอกเหตุหรืออาการอะไร นั่นคือเหตุผลว่าทำไมการตรวจมะเร็งปากมดลูกและการป้องกันจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เมื่อมะเร็งมีพัฒนาการ ผู้ติดเชื้ออาจพบสัญญาณบอกเหตุและมีอาการต่าง ๆ เช่น

- เลือดออกในช่องคลอดหลังการมีเพศสัมพันธ์ ช่วงที่ไม่มีประจำเดือน หรือ หลังช่วงวัยทอง

- ตกขาวเป็นน้ำ ๆ หรือมีเลือด ซึ่งอาจมีปริมาณมากหรือมีกลิ่นแรง

- ปวดท้องน้อยหรือเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์

เนื่องจากสัญญาณบอกเหตุการเป็นมะเร็งปากมดลูกนั้นเงียบเชียบ คือแทบไม่มีสัญญาณเลย ดังนั้นผู้หญิงอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจมะเร็งปากมดลูกผ่านการตรวจแปปสเมียร์ (pap smear) เป็นประจำเพื่อตรวจว่าเซลล์ปากมดลูกเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

 

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 5 หากฉันตรวจแปปสเมียร์ครั้งหนึ่งแล้วแปลว่าฉันจะไม่เป็นมะเร็งปากมดลูก ฉันไม่จำเป็นต้องไปตรวจซ้ำอีก

เรื่องนี้ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิดกัน การตรวจแปปสเมียร์เพียงครั้งเดียวไม่อาจปกป้องคุณจากการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เพราะลักษณะเซลล์ปากมดลูกก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ผลการตรวจแปปสเมียร์ว่าคุณเป็นปกติหนึ่งครั้งไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่มีวันเป็นมะเร็งปากมดลูกไปตลอดกาล เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณควรไปตรวจแปปสเมียร์เป็นประจำทุกปี หากคุณอายุระหว่าง 25 ถึง 69 ปี และยังมีเพศสัมพันธ์

 

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องที่ 6 การตรวจแปปสเมียร์มีประสิทธิภาพดีแล้ว ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จึงไม่จำเป็น

นับเป็นเรื่องสำคัญที่คุณต้องทราบว่าการตรวจแปปสเมียร์และการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV มีบทบาทต่างกันในการช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง

การตรวจแปปสเมียร์คือการตรวจเพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในปากมดลูกซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV นั้นสามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อ HPV บางชนิดได้ และช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

จะเป็นการดีที่สุดที่คุณควรปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV

ที่มา: theAsianparent Singapore

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!