ข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ เมื่อคิดจะ ผ่าคลอด ตามฤกษ์

lead image

สมัยก่อน “การผ่าคลอด” มักเกิดขึ้นในกรณีที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยง หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดธรรมชาติ เช่น เชิงกรานแคบ คุณแม่อายุมากที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก มีบุตรยาก มีเนื้องอกในมดลูกหรือรังไข่ รกเกาะต่ำ ทารกอยู่ในท่าที่เป็นอุปสรรคในการคลอดแบบธรรมชาติ ทารกมีจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติขณะแม่เจ็บท้องคลอด ทำให้ไม่สามารถคลอดเองได้ คุณหมอจะวินิจฉัยให้ ผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อย ซึ่งก็ถือว่าเสี่ยงอยู่ไม่น้อย

แต่ในปัจจุบัน การ ผ่าคลอด มีความปลอดภัยมากขึ้น จนกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ จากการสำรวจพบว่า ในประเทศไทยมีสถิติการคลอดปีละประมาณ 700,000 ราย โดยมีอัตราการผ่าคลอดอยู่ราว 210,000 ราย หรือ 30% ซึ่งมากกว่าอัตราความเหมาะสมที่องค์การอนามัยโลกระบุไว้ถึง 20% !!

โดยเหตุผลหลักในการ ผ่าคลอด ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของแม่และทารกในครรภ์อีกต่อไป แต่มาจากค่านิยมเรื่อง “การคลอดตามฤกษ์ยาม” เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่เชื่อว่าหากลูกเกิดมาในฤกษ์มงคลจะพบแต่ความรุ่งเรือง ก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้คุณแม่บางส่วน ยังเลือกผ่าคลอดเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในระหว่างการคลอดอันยาวนาน โดยไม่ทันฉุกคิดถึงผลกระทบด้านสุขภาพตลอดชีวิตของลูกรักที่จะตามมาภายหลัง

“เด็กผ่าคลอด” อาจต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง จากการวิจัยในเด็ก 1.9 ล้านคน พบว่า “เด็กผ่าคลอด” เสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานอ่อนแอเพิ่มขึ้นถึง 46% เสี่ยงต่อโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นถึง 23% และเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเด็กคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ เนื่องจากขาด “จุลินทรีย์สุขภาพ” ซึ่งเป็นภูมิต้านทานตั้งต้นที่ได้รับผ่านทางช่องคลอดเท่านั้น ผลกระทบภายหลังการผ่าคลอด นี้จะมีผลยาวนานไปตลอดชีวิตของลูกรัก และเห็นผลชัดเจนมากในเด็กแรกเกิด - 1 ปี

เร่งคืนภูมิต้านทานให้ “เด็กผ่าคลอด” ด้วย “นมแม่”

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2017/08/HIQ 01.jpg ข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ เมื่อคิดจะ ผ่าคลอด ตามฤกษ์

ระบบภูมิต้านทานในเด็กจะพัฒนารวดเร็วตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่คลอดตามธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์ที่ดีเป็นปัจจัยในการเสริมภูมิต้านทานผ่านทางช่องคลอด เพื่อส่งต่อไปยังแหล่งสร้างภูมิต้านทานสำคัญที่สุดในลำไส้ เมื่อจุลินทรีย์สุขภาพในลำไส้เติบโต จะช่วยเสริมพัฒนาการของระบบภูมิต้านทาน ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค และปกป้องลูกน้อยจากอาการเจ็บป่วย

สำหรับ เด็กผ่าคลอด คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเราสามารถเร่งคืนภูมิต้านทานให้ลูกรักได้ด้วย “นมแม่” โดย รศ.ดร.นพ. บุญศรี จันทร์รัชชกูล นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ แนะนำว่า คุณแม่ผ่าคลอดควรให้ทารกทานนมแม่ต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในนมแม่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย โดยเฉพาะ “ซินไบโอติก” (Synbiotic) ผู้ช่วยในการสร้างสมดุลในลำไส้ เสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแกร่ง และปกป้องลูกน้อยจากโรคต่างๆ

แม่ผ่าคลอด น้ำนมมาช้า อย่านิ่งนอนใจ!!

อีกหนึ่งปัญหาที่คุณแม่ผ่าคลอดมักเจอ คือ น้ำนมมาช้า แม้จะกระตุ้นด้วยสารพัดวิธีตามคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์แล้วก็ยังไม่มีวี่แววใดๆ จึงควรเข้ารับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรับทราบวิธีการดูแลโภชนาการช่วงแรกของชีวิตลูกน้อยที่เหมาะสม ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาการระดับภูมิต้านทานของเด็กผ่าคลอดให้เทียบเท่าเด็กคลอดตามธรรมชาติ นอกจากจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพดี และไม่ป่วยง่ายแล้ว ยังช่วยเสริมรากฐานสำคัญในการรองรับพัฒนาการด้านต่างๆ โดยเฉพาะสมอง ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้ลูกน้อยสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพต่อไปในอนาคต

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ซินไบโอติก” คลิก ที่นี่