วิจัยยัน!! ปล่อยให้ลูก กินเลอะเทอะ เปรอะเสื้อ เลอะผ้าอ้อม ดีจะตาย!!

วิจัยยัน!! ปล่อยให้ลูก กินเลอะเทอะ เปรอะเสื้อ เลอะผ้าอ้อม ดีจะตาย!!

ถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะวางลูกให้นั่งลงบนเก้าอี้แล้วปล่อยอาหารวางตรงหน้าให้ลูกได้กินเองหรือยัง นั้นหมายความว่าเจ้าตัวเล็กกำลังจะพร้อมสำหรับพัฒนาการไปอีกขั้น ได้เวลา ปล่อยให้ลูก กินเลอะเทอะ กันได้แล้ว

การปล่อยให้เจ้าตัวเล็กได้ กินเลอะเทอะ ใช้มือละเลงข้าวของตัวเองบนโต๊ะอย่างสนุกสนาน เปรอบ้างอะไรบ้างนั้นช่วยเสริมสร้างพัฒนาการบางด้านให้กับลูกน้อยได้อย่างไร นักวิจัยมีคำตอบ

กินเลอะเทอะ ดีต่อพัฒนาการวัยเตาะแตะ

นักวิจัยของมหาวิทยาลัยไอโอวาได้ลองศึกษาจากเด็กที่มีอายุ 16 เดือนว่าหนูน้อยเหล่านี้มีทักษะพัฒนาทางด้านภาษาเกิดขึ้น เด็ก ๆ จะรู้จักชุดคำศัพท์จากวัตถุที่ไม่เป็นของแข็ง เช่น ข้าวโอ๊ต ซอส ฯลฯ ได้หรือไม่  โดยให้เด็ก ๆ ได้นั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงสำหรับกินข้าวหรือในที่ที่เขาคุ้นเคย แล้วนำอาหาร เครื่องดื่ม หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่ที่วัตถุที่เป็นของแข็งวางไว้ ซึ่งหนูน้อยเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ชื่อของวัตถุได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ซอสแอปเปิ้ล พุดดิ้ง ไปจนถึงน้ำผลไม้ ที่อยู่ตรงหน้า เด็ก ๆ จะสนุกสนานกับการใช้มือจุ่ม หยิบกิน ขว้างปา การหยิบขึ้นมาบดบี้ขยี้ และทามันลงบนโต๊ะแทบทุกส่วน

กินเลอะเทอะ

การศึกษานี้ได้พบว่า “เด็กน้อยวัยเตาะแตะที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับอาหารต่าง ๆ มาก ๆ นั้นมีแนวโน้มที่จะแยกแยะชื่อได้อย่างถูกต้องจากการหยิบจับ ยิ่งไปกว่านั้นเด็ก ๆ ได้เลอะเทอะมากเท่าไหร่พวกเขาจะยิ่งเรียนรู้วิธีการกินมากขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นการสร้างพัฒนาการของลูก ที่พ่อแม่อย่าเพิ่งหงุดหงิด หากลูกจะกินเลอะเทอะเปรอะเสื้อ เลอะไปถึงผ้าอ้อม ลามไปถึงหน้าตา หรือออกไปเล่นเปรอะเปื้อนกลับมา ถ้าอยากให้ลูกรักได้เรียนรู้ประสบการณ์และมีพัฒนาการดี ๆ รวมถึงอารมณ์ดี มีความสุข เพิ่มมากขึ้นจากสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการทดลองของเจ้าหนูตรงหน้า

วิธีฝึกลูกกินข้าวเอง บ้านไหนลูกไม่ยอมกินข้าวต้องลอง!

วิธีฝึกลูกกินข้าวเอง ไม่ยากค่ะ เพราะเด็ก ๆ เมื่อถึงวัยหนึ่งเข้าจะเริ่มแสดงพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการพัฒนาของร่างกาย ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพวกเขาพร้อมที่จะเริ่มช่วยเหลือตนเองได้แล้ว การหัดให้ลูกได้เรียนรู้การทำอะไรบางอย่างด้วยตัวเอง พ่อแม่ควรเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวง่าย ๆ ก่อน อย่างเช่นการกินข้าวด้วยตนเอง และสำหรับวิธีฝึกลูกกินข้าวเอง นั้นก็ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากเลย โดยมีวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ

วิธีฝึกลูกกินข้าว

  1. แนะนำคุณพ่อคุณแม่ว่า ให้ลูกน้อยได้ลองจับช้อนของตัวเองดู แต่ก็อย่าปล่อยให้ลูกน้อยกินข้าวเองก่อนนะ  พ่อแม่ควรจะมีช้อนอีกคันเพื่อตักอาหารให้ลูกน้อยทานด้วย
  2. ช้อนที่ใช้สำหรับเด็กควรเลือกดูว่ามีขนาดใหญ่เกินไปหรือเปล่า ลูกน้อยจับถนัดมือไหม มีด้านคมที่อาจทำให้ลูกเป็นแผลหรือไม่ถ้าให้ดี มีสีสันสดใสดึงดูดลูกน้อยแค่ไหน เพราะองค์ประกอบพวกนี้จะทำให้เด็กสนใจที่ลองใช้
  3. คุณแม่ลองสาธิตการใช้ และการกินให้ลูกดูก่อน จากนั้นให้ลูกน้อยได้ลองทำตามเพราะเด็กเขาเริ่มที่จะเลียนแบบแล้ว ระหว่างนั้นพ่อแม่ก็กินข้าวไปด้วย เพื่อให้เขาได้เรียนรู้การกินที่ถูกวิธี แต่ไม่ต้องรีบนะคะ ค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปให้เขาจับให้ชินก่อนเดี๋ยวก็เป็นเองค่ะ
  4. ลองให้ลูกทำซ้ำ ๆ ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่อาจจะลองจับมือลูก ให้ตักและดันช้อนให้เข้าปากเขาไปก่อน ทำวนสลับกับป้อนข้าวเองบ้าง จะได้ไม่เป็นการบังคับมากเกินไป
  5. แบ่งจานอาหารสำหรับให้ลูกตักเอง และจานสำหรับป้อนลูกไว้ เพื่อป้องกันชามกับข้าวลูกคว่ำไปซะก่อน เดี๋ยวลูกน้อยจะอดทานข้าวเอาได้ พอเขาเริ่มทานเองได้ คราวนี้เราก็ไม่ต้องแยกชามอาหารแล้วค่ะ

วิจัยยัน!! ปล่อยให้ลูก กินเลอะเทอะ เปรอะเสื้อ เลอะผ้าอ้อม ดีจะตาย!!

ให้ลูกกินข้าวเองดีอย่างไร

  1. ช่วยให้ลูกน้อยได้ฝึก ให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการหยิบจับช้อน  การตัก การเกร็ง เพื่อให้ลูกน้อยพัฒนาไปอีกขั้นของพัฒนาการ
  2. ฝึกประสาทสัมผัส โดยเฉพาะทางมือ และสายตา เพราะระหว่างที่ลูกน้อยหัดกินข้าวนั้น เขาจะใช้วิธีการสังเกตพร้อม ๆ กับการหยิบจับไปด้วย
  3. การพัฒนาด้านสติปัญญา เพราะลูกน้อยเวลาที่กินข้าวในแต่ละครั้ง เขาจะใช้ความคิด วิเคราะห์ว่าต้องจับยังไง ตักขนาดไหน ทำยังไงให้เข้าปาก ต้องตักขนาดเท่าไหนทั้งหมดนี้จะช่วยให้ลูกน้อยฝึกการคิดมากขึ้น
  4. แก้ปัญหาลูกไม่ยอมทานข้าว พ่อแม่บางบ้านพยายามหาวิธีให้ลูกกินข้าวสารพัด ทำอย่างไรลูกก็ไม่ยอมกินข้าวเองสักที ซึ่งจะเป็นอีกวิธีที่ทำให้ลูกสนุกกับการทานข้าว เขาก็จะไม่เบื่ออาหาร และทานได้เยอะขึ้น

คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมนำเทคนิคดี ๆ เหล่านี้ ไปทดลองใช้กับลูกน้อยดูนะคะ  แต่ก็อย่าเครียดถ้าลูกเรายังทำไม่ได้ ให้เวลาลูกหน่อยนะคะ เดี๋ยวลูกก็ทำได้เองในที่สุดค่ะ

ควรให้ทารกกินอาหารได้เมื่อไหร่

แพทย์หญิงแมรี่ ระบุว่า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการให้ทารกเริ่มกินอาหารอื่นๆ นอกเหนือจากนมแม่ คือเมื่อทารกได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการกินแล้วนั่นเอง ซึ่งแพทย์มักจะแนะนำให้คุณแม่รอจนลูกมีอายุ 6 เดือนเสียก่อน เพราะเริ่มมีความพร้อมสำหรับการกินอาหารที่จำเป็นต้องใช้การบดเคี้ยวได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่ากินอาหารอื่นได้แล้ว

เด็กจะต้องคอแข็งพอ และสามารถควบคุมศีรษะได้  รวมถึงสามารถนั่งบนเก้าอี้สูง(สำหรับเด็ก)ได้ ซึ่งปกติแล้วมักจะอยู่ในช่วง 4- 6 เดือนไปแล้ว หากให้ลูกกินอาหารที่ไม่ใช่นมหรือน้ำเปล่า และมีปฏิกิริยาในการห่อปาก ใช้ลิ้นดุนอาหารออกมาทันที นั่นแสดงว่ายังไม่ถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการให้ลูกกินอาหารใดๆ แม้ว่าจะเป็นกล้วยหรือข้าวที่บดแล้วก็ตาม ซึ่งตามธรรมชาติของเด็ก ปฏิกิริยาเหล่านี้จะเริ่มหายไปเมื่อมีอายุประมาณ 4-6 เดือน

วิจัยยัน!! ปล่อยให้ลูก กินเลอะเทอะ เปรอะเสื้อ เลอะผ้าอ้อม ดีจะตาย!!

สัญญาณอื่นๆ ที่แสดงว่าลูกพร้อมกินอาหารได้

เด็กเริ่มแสดงอาการสนใจในอาหาร เช่น มองในสิ่งที่คนอื่นกิน เอามือจับอาหาร เปิดปากเมื่อมีคนป้อนอาหาร เริ่มกลืนอาหารเป็น และมีน้ำหนักตัวมากกว่าตอนแรกเกิด 2 เท่า หรือใกล้เคียง

นมแม่สำคัญที่สุด ควรให้ต่อเนื่องจนถึง 1 ปี

หากลูกพร้อมกินอาหารได้แล้ว ก็ควรจะให้ลูกกินนมแม่ก่อน จากนั้นค่อยให้กินอาหาร เพราะนมแม่มีคุณค่าทางอาหารที่จำเป็นสำหรับลูกน้อย หากเป็นไปได้ควรให้ลูกกินนมแม่ไปจนกระทั่งอายุ 1 ขวบ ส่วนอาหารนั้นให้ควบคู่กันได้ แต่ต้องให้หลังจากกินนมไปแล้ว เพราะถึงอย่างไรเสียนมแม่ก็สำคัญที่สุด

ท่องไว้! น้ำผลไม้ไม่จำเป็นสำหรับทารก

หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าน้ำผลไม้ดีต่อสุขภาพของลูกน้อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ควรให้ทารกดื่มน้ำผลไม้ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะแทนที่จะได้รับคุณค่าทางอาหารจากการกินนมแม่ การดื่มน้ำผลไม้กลับทำให้เด็กอ้วนได้ง่ายจากน้ำตาลในน้ำผลไม้ นอกจากนี้ก็ยังเป็นสาเหตุให้ท้องเสีย รวมถีงเสี่ยงต่อการฟันผุเมื่อเริ่มมีฟันขึ้นด้วย

ถ้ามีใครแวะมาเยี่ยมบ้าน ไหนขณะที่กำลังมีเจ้าตัวเล็กสนุกอยู่กับการเรียนรู้ประสบการณ์เลอะ ๆ ในตอนนี้อยู่ละก็ คุณแม่ลองเอาผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นี้มาใช้เป็นข้อแก้ต่างดูนะคะ.


ที่มา : www.scarymommy.com

บทความใกล้เคียงที่น่าสนใจ :

ปล่อยให้ลูกซนบ้าง แม่อย่าเพิ่งห้าม ถ้าอยากให้ลูก มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

เพราะชีวิตคือการเรียนรู้! แม่จึงปล่อยให้ลูกสาวทำคลอดให้!

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

Napatsakorn .R

app info
get app banner