พ่อแม่ขี้บ่น ต้องอ่าน บ่นมากระวังลูกโง่ไม่รู้ตัว

lead image

สังเกตตัวเองด่วนว่าเราเป็น พ่อแม่ขี้บ่น รึเปล่า เพราะการที่เราบ่นมาก ๆ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกโง่ มีปัญหาพัฒนาการโดยไม่รู้ตัว

พ่อแม่ขี้บ่น ต้องอ่าน บ่นมากระวังลูกโง่ไม่รู้ตัว

หลายคนมักไม่เคยรู้ตัวว่าตัวเองเป็น พ่อแม่ขี้บ่น อย่างเช่นเวลาที่เราอยากให้ลูกทำอะไรซักอย่างแทนที่เราจะบอกให้ลูกทำเฉย ๆ เรากลับบ่นซะยืดยาว อย่างเช่นจะบอกให้ลูกเลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำ แทนที่จะบอกแค่ "เลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำได้แล้วนะคะ" เรากลับบ่นซะยืดยาวว่า "รีบ ๆ เลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำได้แล้ว มัวแต่เล่นจนไม่ทำอะไรเลย แล้วดูสิทำไมของเล่นกระจายไปทั่วแบบนี้ บ้านรกไปหมดเลย รีบเก็บแล้วรีบไปอาบน้ำเลยนะ" และอีกยืดยาวเท่าที่เราจะสรรหาคำมาพูดไปได้เรื่อย ๆ พอลูกไม่ทำเราก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่และก็บ่นยิ่งกว่าเดิมว่าทำไมลูกพูดไม่รู้เรื่อง ทำไมสอนไม่ฟัง จนสุดท้ายอาจลงเอยด้วยการทะเลาะใช้อารมณ์ใส่กัน

พ่อแม่ขี้บ่น

ที่ลูกเป็นแบบนี้ไม่ใช่เพราะลูกโง่ พูดไม่รู้เรื่อง หรือสอนแล้วไม่ฟัง เพียงแต่เค้า "ไม่เข้าใจที่เราบ่น" ต่างหากล่ะคะ เพราะประโยคที่เราบ่นไปเสียยืดยาวนั้น "ยาวเกินไปสำหรับเด็ก" ยิ่งเราบ่นยาวเท่าไหร่ลูกยิ่งไม่เข้าใจมากเท่านั้น เพราะมันยาวเกินกว่าที่เค้าจะจับใจความได้ ทำให้ท้ายที่สุดแล้วลูกก็ไม่ทำอะไรเลย เพราะเค้าไม่เข้าใจว่าเรากำลังบอกอะไรกันแน่ ส่วนพ่อแม่ก็มองว่าลูกดื้อไปเสียแล้ว พอพ่อแม่เริ่มดุ หรือลงโทษเค้า เค้าก็จะยิ่งเกิดอาการต่อต้านเข้าไปใหญ่ จนกลายเป็นผลเสียต่อพัฒนาการของลูกในระยะยาว คือ อาละวาดบ่อย ขี้หงุดหงิด และกลายเป็นคนอารมณ์รุนแรงได้ค่ะ

แล้วทำอย่างไรไม่ให้เป็น พ่อแม่ขี้บ่น

พ่อแม่ขี้บ่น

  1. คิดก่อนพูด และพูดแค่สั้น ๆ ก่อนที่จะบอกให้ลูกทำอะไร ลองคิดและเรียบเรียงประโยคให้ดีก่อน เปลี่ยนจากการพูดยาว ๆ เป็นประโยคสั้น ๆ ได้ใจความ เช่น "กินข้าวได้แล้วค่ะ" "เล่นเสร็จแล้วเก็บของเล่นด้วยนะคะ"
  2. เสนอทางเลือกให้ เช่น "จะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อนดีคะ" เพื่อลดการต่อต้านลง เพราะการที่เราเสนอทางเลือกให้จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกพ่อแม่บังคับให้ทำอะไร แต่เป็นเขาที่ตัดสินใจด้วยตัวเอง
  3. เลือกใช้น้ำเสียงที่เหมาะสม เพราะน้ำเสียงที่ต่างกันส่งผลต่อความรู้สึกที่ต่างกัน เด็กสามารถรับรู้อารมณ์ของเราได้จากน้ำเสียง ยกตัวอย่างคำว่า "มากินข้าวได้แล้ว" ถ้าเราใช้น้ำเสียงหวาน ๆ ลูกก็จะรู้สึกว่าแม่ชวนให้มากินข้าว แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นเสียงดุก็จะทำให้เด็กรู้สึกว่าโดนบังคับให้ไปกินข้าว เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดกับลูกก็ควรระวังเรื่องการใช้น้ำเสียงด้วยค่ะ
  4. มองตาลูกแล้วพูดช้า ๆ ชัด ๆ เด็กมักะเสียสมาธิได้ง่าย ๆ หรือบางครั้งก็อาจจะมีอาการเหม่อลอยบ้างทำให้ไม่ได้ฟังที่พ่อแม่พูด ถ้าเป็นเช่นนั้น เวลาพูดกับลูกคุณพ่อคุณแม่ต้องอย่าพูดลอย ๆ แต่ให้คุยกันต่อหน้าโดยจ้องตาลูกไปด้วยขณะพูด เพื่อให้ลูกมีสมาธิในการฟัง รวมถึงพูดช้า ๆ ชัด ๆ ค่ะ
  5. ทำเป็นตัวอย่างให้ดู พูดอย่างเดียวอาจจะไม่พอ พ่อแม่ต้องลงมือทำเพื่อเป็นตัวอย่างให้ลูกด้วยค่ะ บอกให้ลูกเก็บของเล่นพ่อแม่ก็อาจจะเริ่มเก็บก่อนแล้วชวนให้ลูกทำตาม หรืออาจจะตั้งข้อตกลงสร้างแรงจูงใจเช่น เก็บเสร็จแล้วเดี๋ยวไปกินขนมกัน เป็นต้น
  6. พูดจริงทำจริง ถ้าพ่อแม่ไม่หนักแน่นลูกก็จะไม่เชื่อฟัง เพราะฉะนั้นพูดอะไรแล้วต้องทำอย่างนั้นจริง ๆ เช่นกำหนดไว้ว่าให้ลูกเข้านอนตอนสามทุ่มถ้าไม่ทำตามจะไม่ซื้อขนมให้ ถ้าลูกทำผิดจากที่ตกลงก็ต้องไม่ซื้อให้จริง ๆ หรือถ้าสัญญาว่าถ้าเก็บของเล่นเสร็จจะให้รางวัลก็ต้องให้จริง ๆ ไม่เช่นนั้นลูกจะเรียนรู้ว่าคำพูดของพ่อแม่ไม่จริงไม่ต้องเชื่อฟังก็ได้ค่ะ

การเลี้ยงเด็กนั้นมีอะไรที่ต้องอาศัยความเข้าใจและใจเย็นมาก ๆ ไม่เช่นนั้นเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องเล็ก แค่การบ่น อาจจะกลายเป็นผลเสียต่อลูกในระยะยาวได้ ถ้าไม่อยากให้ลูกของเรามีปัญหาทางด้านพัฒนาการล่ะก็ มาเริ่มปรับกันตั้งแต่วันนี้ดีกว่าค่ะ

ภาพและข้อมูลมีลิขสิทธิ์เจ้าของโดย บริษัท ทิคเกิ้ลมีเดีย จำกัด ไม่อนุญาตให้คัดลอกข้อมูล และรูปภาพนำไปเผยแพร่ต่อ ไม่ว่าวิธีใดๆ ถ้าฝ่าฝืนทางบริษัทฯจะดำเนินการตามกฎหมาย เว้นแต่ได้มีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรกับทางบริษัทฯเรียบร้อยแล้ว

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ความผูกพันทางอารมณ์ สิ่งที่พ่อแม่ควรสร้างกับลูกตั้งแต่เล็ก เพื่อต่อยอดความฉลาด

10 อาหารบำรุงสมองในขวบปีแรก กินอะไรลูกแล้วลูกฉลาด โตไปไม่โง่

วิธีสอนลูกให้ฉลาด เลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มีความฉลาดทางอารมณ์ ตั้งแต่แรกเกิด